วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

หัดแต่งฉันท์


นกหรือหมู นะ ไปเที่ยว


..........เขียนเล่าประสบการณ์ครั้งหัดแต่งกลอน กาย์และโคลงแล้ว ยังขาดเรื่องฉันท์ ถามว่าเคยฝึกแต่งฉันท์ไหม เคยซิครับ หัดมากกว่าร้อยกรองอย่างอื่นด้วย เพราะมัน ยากจริง ๆ อย่างอื่นหัดวันสองวันแต่งได้ แต่ฉันท์นี่เล่นเป็นสัปดาห์เลย แถมลืมง่าย ด้วย คงเพราะเบื่อไม่อยากจำ ต่อมาเลยใช้วิธีบังคับ เขียนเล่านิทานมันไปเลย เลย ได้นิทานคำฉันท์มา 2 เรื่อง คือท้าวกำกาดำคำฉันท์ และปลาบูทองคำฉันท์ ตลกดี สมน้ำหน้าอยากแต่งยากนัก ยังไม่สะใจเอาอีก ขุนทึงขุนเทืองคำฉันท์ .....ตอนนี้ไม่กลัวมันแล้วจะฉันท์โหดขนาดไหนก็ไม่กลัว ผมฝึกอย่างไร.....
...........ทำไมกลัวแต่งฉันท์นัก ถามตัวเองได้คำตอบว่า....
...........(1) มีหลายฉันท์เหลือเกิน จะแต่งอะไรดีล่ะ ในตำรามีมากมายก็จริง แต่ที่ นิยมแต่งไม่กี่ชนิดหรอก เช่น อินทรวิเชียรฉันท์ ภุชงคประยาตฉันท์ วสันตดิลกฉันท์ สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ง่ายกว่าเพื่อนน่าจะเป็นอินทรวิเชียรฉันท์ ผมก็เริ่มที่ฉันท์นี้
...........(2) บังคับให้ใช้คำ ครุ ลหุ เห็นชื่อก็ถอดใจแล้ว อะไรเป็น ครุ อะไรเป็น ลหุ ต่อมาก็ทราบความจริงว่า ทุกคำ ทุก พยางค์ มันเป็น ครุ ลหุ อยู่แล้ว เราใช้คำโดย ไม่เคยถามตนเองเลยว่าคำนี้เป็น ครุ หรือ ลหุ โตจนแต่งงานมีลูกหลายคน ยังแยก ไม่ออก พอเอาจริงวิเคราะห์คำที่เราใช้นั่นแหละ มีคำอยู่ 2 ประเภท
พวกไม่มีตัวสะกด
...........คำในแม่ก กา ประสมสระสั้น เรียกคำลหุ มีเสียงเบา ถ้าประสมสระยาว เรียก คำครุ มีเสียงหนัก เช่น กะ-กา ติ-ตี ดุ-ดู
...........คำมีตัวสะกด แม่ กง กน กม เกย เกว กก กด กบ ไม่มีคำลหุ เป็นครุล้วน
...........พอศึกษาครุ ลหุ เข้าใจดีแล้ว ทุกคำพูดที่ใช้ ก็บอกได้คำไหนเป็นครุ คำไหน เป็น ลหุ ถึงตอนนี้ที่เบื่อเรื่อง ครุ ลหุ ก็หมดไป
............(3) จำแผนผังบังคับไม่ได้ ติดมาจากตอนเรียน ครูเขียนผังใส่กระดานให้ดู ความจริงไม่ต้องไปหัดวาดตามครูหรอก นั่นครูสอนนักเรียน แต่เราจะเขียนฉันท์ เลือก ตัวอย่างมาซักบทสองบทก็ใช้ได้แล้ว เช่นจากบทสวดมนต์
.....................องค์ใดพระสัมพุทธ.......สุวิสุทธสันดาน
................ตัดมูลเกลศมาร..................บ่มิหม่น มิหมองมัว
..............จากตัวอย่าง วรรคแถวหน้าที่ 5 คำ คำที่ 3 เป็นลหุ วรรคด้านหลังมี 6 คำ ครุ ลหุ อย่างละครึ่ง คำที่ 1-2 และ 4 เป็นลหุ
ตรงกับแผนผังบังคับของ อินทรวิเชียรฉันท์ 11


...........ด้วยวิธีนี้เราสามารถท่องจำคำฉันท์อื่น ๆ และเอามาใช้วิเคราะหฺแผนผังและบังคับได้โดยง่าย เช่นบท ปางเมือ่พระองค์ปรมพุทธ เป็นวสันตดิลกฉันท์ เป็นต้น
.............(4)ปัญหาขัดข้องอย่างแรง คือไม่ลงมือฝึกซะที ผัดวันแล้ววันเล่า ต้อง กัดฟันแหละถึงจะได้ฝึก พอฝึกมาก ๆ ก็ติดเอง
อินทรวิเชียรฉันท์ 11
……….ผมเริ่มฝึกอินทรวิเชียรฉันท์ 11 เพราะรูปร่างคล้ายกาพย์ยานี 11 มาก ลองสังเกตดูครับ
กาพย์ยานี 11
.................พระเสด็จโดยแดนชล.........ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
...........กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย............พายอ่อนหยับจับงามงอน ฯ
อินทรวิเชียรฉันท์ 11
.................องค์ใดพระสัมพุทธ............ สุวิสุทธสันดาน
..........ตัดมูลเกลศมาร....................... .บ่มิหม่น มิหมองมัว

.........จำนวนคำเท่ากัน วรรคหน้า 5 คำ วรรหลัง 6 คำ จังหวะอ่าน 2-3 และ 3-3 เหมือนกันอีก ข้อแตกต่างคือ กาพย์ไม่บังคับครุ ลหุ แต่ฉันท์มีบังคับไว้ วรรคหน้าแทรก ลหุ ไว้คำที่ 3 วรรคหลัง คำที่ 1-2 และ 4 เป็นลหุ สัมผัสบังคับในบทมี 2 แห่งคือ คำ ท้ายวรรคแรก ส่งให้คำที่ 3 วรรคสอง คำท้ายวรรคที่สอง ส่งให้คำท้ายวรรคที่ 3 ระหว่างบทต่อบท คำทายบทแรก ส่งสัมผัสไปยังคำท้ายวรรคที่สองบทถัดไป
ลงมือฝึกแต่งอินทรวิเชียรฉันท์ 11
........(1) ฝึกต่อคำ กลุ่มละ 5 คำ ให้คำที่ 1 -2 หรือ 3 รับสัมผัส
...........ต่อคำทีละห้า........มาลองเป็นไฉน........ไม่ยากนักลองดู....ก็จะรู้แปลกดี ........มีคนมาท้าทาย.......ง่ายหรือยากเชิญเลย.........เคยต่อเพียงสองคำ....พอจำได้ นึกขำ.......ลองทำนึกว่าหมู.........ดูแล้วมิง่ายเลย ฯ
............ลองฝึกกลุ่มละหกบ้าง.......ช่างยุ่งนักจักลองสรร.....สำคัญรับจับคำควร...ตามกระบวนการต่อคำ..........ทำเป็นแล้วก็มิยาก..........จะลำบากเพราะมิเคย
...........ฝึกต่อคำ ปกติเล่นกันทีละ 2 คำ เช่น พี่น้อง สองสาว ขาวผ่อง น้องนาง...ปรับมาเป็นต่อคำหลาย ๆพยางค์/คำ เอาไว้ใช้เวลานึกหาคำมาแต่งร้อยกรอง จะทำให้ นึกไม่ยาก และส่ง-รับ สัมผัสก็คล่อง
..........(2) ฝึกเลือกสรรคำสำหรับแต่งวรรคแถวหน้า จำนวน 5 คำ โดยให้คำที่ 3 เป็น ลหุ เป็นการพยิบวรรคหน้าของฉันท์มาฝึก เอาให้ชำนาญวางลหุคำที่ 3 ให้ได้ ...........ฝึกสรรจะนับคำ.........นำหน้าประกอบกัน..........คั่นกลางแหละคำเบา เขาขันเพราะสำเนียง......เสียงเพลงเพราะยิ่งนัก.....รักกันสมัคคี.... ดีใจเพราะพบพาน นานปีมิได้เห็น....เย็นจิตสนิทใน.......ใจหายมิวายห่วง.....ลงมือฝึกจริง ๆ จะพบว่า
มิยากที่จะกำหนด ลหุไว้ตำแหน่งคำที่ 3
..........(3) ฝึกเลือกคำสำหรับวรรคแถวหลังจำนวน 6 คำ ให้คำที่ 1-2 และ 4 เป็น ลหุ ค่อนข้างยาก ฝึกบ่อย ๆ ก็จะทำได้เอง ลองดู
.....ขณะนั่งมิใช่นอน.........ก็จะร้อนเพราะแดดแรง.........ฤจะแย่งหทัยเธอ...... มนะเพ้อพะวงหา........อุรพาละเมอหลง..........ก็พะวงมิรู้วาย......และขยายขจรไกล
..........ยากตรง 2 คำแรก ลหุ คู่ ค่อย ๆคิดหาไม่เกินความสามารถหรอก ได้สัก 5 กลุ่มคำก็ รู้แล้วว่าต้องวางอย่างไรจะตรงกับต้องการ 6 คำ ส่งและรับสัมผัสอย่างไร
..........(4) ฝึกจับคู่ วรรคหน้า 5 คำ วรรคหลัง 6 คำ แบบต่อคำ คำที่ 3 รับสัมผัส จะได้ฉันท์ คู่ละ 1 บาทพอดี
............เข้าป่าจะชมไพร...........เลาะไศลและแนวเนิน
............โน่นรุกขชาติชื่น...........แหละระรื่นสราญรมย์
.............มาลีก็เบ่งบาน.............มะลิลานพิลาสชม
.............แมงภู่วะวู่ว่อน..............เลาะขจรภิรมย์เชย
.............แต่นต่อมิรอช้า.............เพราะจะมาเสาะอาหาร
............ฝึกแบบนี้จะได้ทักษะการเลือกหาคำมาใช้ ฝึกวางคำลหุในตำแหน่งบังคับ และฝึก ส่ง-รับ สัมผัส ฝึกทีละ บาท ดูจะไม่ยากเกินไป
.............(5) ฝึก 2 บาท โยงสัมผัสให้เป้น ฉันท์ จากข้อ 4 ฝึกทีละบาท มาข้อ 5 ฝึกทีละ 2 บาท ให้มีสัมผัสระหว่างบาท จากคำท้ายบาทแรก ส่งให้คำท้ายวรรคแรก บาทถัดไป วรรพที่ 4 ไม่ต้องสัมผัส
............จำปีแหละจำปา..............มะลิลาผกากรอง
.............ลำเจียกกระเจียวปอง.......ก็จะเด็ดและเก็บกัน
ฝึกต่อ
..............ดอกดวนกะชวนชม...........ก็นิยมเพราะหอมหวน
...............บานชื่นจำปีชวน..............พิศชมภิรมย์ใจ
ฝึกต่อ
…………….งามพุทธชาติบาน.............ก็ละลานและหลากสี
...............จำปาแหละจำปี................ก็ระรื่นระเริงรมย์
............(6) ฝึกวางลหุในกลุ่มคำแบบต่าง ๆ การแต่งฉันท์ ยากเพราะบังคับลหุ บางฉันท์ลหุติด ๆกันหลายคำทำให้แต่งยากไปเลย ต้องฝึกบ่อย ๆให้ชำนาญ โดยนำแผนผังฉันท์ที่อยากแต่ง มาฝึกรวบรวมคำตามจำนวนคำแต่ละวรรค พร้อม กำหนดตำแหน่งครุ-ลหุให้ถูกต้อง ตัวอย่าง จะฝึกแต่งอินทรวิเชียรฉันท์ ไปหาแผนผัง มาดู ดังนี้



แผนผังการจัดคำของอินทรวิเชียรฉันท์มี 2 แบบ วรรคแถวหน้า 5 คำมีลหุตรงกลางวรรคแถวหลัง 6 คำ คำที่1-2และ4 เป็นลหุ ก็นำมาฝึกเล่น ได้
จัดกลุ่ม 5 คำ คำที่ 3 เป็นลหุ
...........ยินดีนะคุณพี่.............มีเงินสะดวกมาก.........ยากงานก็พากเพียร
ยากเรียนมิท้อถอย.........รอยบุญอดีตกาล......นานแล้วมิได้เจอ..เธออยู่สบายดี
เอามาฝึกแบบต่อปากต่อคำ สนุกดี ได้ฝึกวางคำลหุไปด้วย
จัดกลุ่มหกคำ ให้คำที่ 1-2 และ 4 เป็นลหุ
..........วิริยานะอาจารย์..........ก็จะทานติจีวร..........ผิจะสอนก็จักฟัง
ฤจะนั่งก็ยินดี........อรุโณสว่างแล้ว........มนแผ้วเจริญธรรม....ฤจะนำและสวดมนต์
เป็นการฝึกต่อปากต่อคำโดยนำแบบคำฉันท์วรรคหลัง 6 คำมาเล่น ยากหน่อย แต่ก็
ท้าทายดี
ลองแต่งให้ครบบท อินทรวิเชียรฉันท์ 11
..............เป็นคนก็พากเพียร.................ริจะเขียนจะอ่านสรรพ์
...........อ่านออกและเขียนกัน................ก็จะชาญชำนาญมี
..............อ่านออกและเขียนได้..............มนนัยก็เสริมศรี
............ทำการและงานดี......................จะฉลาดและแหลมคม
...............หากคร้านมิอ่านเขียน..............แหละจำเนียรมิควรสม
.............การงานมิรื่นรมย์.......................เพราะจะหนักและกินแรง

.........(7) ฉันท์อื่น ๆ มักจะวางครุ ลหุ แบบเดียวกับบาทที่ 1 บางครั้งก็พบฉันท์
ที่วรรคหน้าและวรรคหลังจำนวนคำเท่ากัน แถมวางครุลหุเหมือนกันอีก หยิบมาฝึก
ต่อคำเล่นได้สบาย ๆ เช่น




..........รูปแบบการวางครุ-ลหุ ของ มาณวกฉันท์ วรรคละ 4 คำ ครุล้อมลหุ 2 ไว้ตรง
กลาง วางเหมือนกันตลอดทุกวรรค จำวรรคเดียวใช้ได้ตลอด
เพลินอุรนัก.......จักจรไป.........ในชลธาร.........หาญจะดำลง.....ตรงขณะลอย
คอยนะสหาย........ว่ายก็สนุก........รุกก็จะเพลิน.....เกินจะประคอง....ลองนะพธู...ฯลฯ
ต่อคำกำหนดครุลหุ เลียนคณะมาณวกฉันท์ แบบนี้ก็แต่งมาณวกฉันท์ได้แน่
.............................มาณวฉันท์..............สรรคณะคำ
.............................สี่นะจะจำ................จังหวะละสอง
.............................ลงแหละนะคู่.............ดูกะทำนอง
.............................ตรงคณะคลอง...........อ่านก็เพราะดี
................................จังหวะเสนาะ...........เพราะขณะอ่าน
.............................เสียงจะผสาน.............รมย์จิตะมี
.............................ชื่นหทยา...................พาสุขศรี
..............................เย็นมนะที่..................ยินดุริยางค์





สาลินีฉันท์ 11 วรรคหน้าครุล้วน 5 คำ วรรคหลัง 6 คำ วางแบบ ลหุ-ครุครุ สองครั้งได้ 6 คำพอดี
.........ฝึกต่อปากต่อคำเพื่อใช้แต่งสาลินีฉันท์ ต่อคำครุล้วน 5 คำ และกลุ่ม 6 คำแบบลหุครุครุ-ลหุครุครุ
ครุล้วน 5 คำ......แต่งฉันท์เรื่องมาก.....ยากที่บังคับ....จับวรรคทั้งห้า....ว่าหนักล้วนล้วน สมควรต้องฝึก......ตรึกตรองจงดี......มีคำมากมาย......วุนวายจับมา.....ห้าคำต่อกลุ่ม
....ฝึกแบบ ลหุครุครุ-ลหุครุครุ กลุ่ม 6 คำ จะทำการก็นานนัก......มิรู้จักนะชื่อไร......สะใบเองนะคุณพี่
มิรอรีจะรีบไป.....ก็ใครเขาจะรอเธอ........มิอยากเก้อก็รีบมา.......ทำนาหว่านผสานกัน
............ฝึกการสรรหาคำที่กำหนดครุลหุ ตามแบบบังคับของสาลินีฉันท์ได้แล้วทั้ง กลุ่ม5คำ และกลุ่ม 6 คำ แสดงว่าจะลองแต่งสาลินีฉันท์ ก้น่าจะไม่ยากเกินไป

ฝึกแต่งสาลินีฉันท์

............สั่งสมคำมากมี.........จะลองดีตริแต่งฉันท์
..........วรรคหน้าห้าคำนั้น.......ก็หนักล้วนสลับไป
...........แถวหลังก็หกคำ.........ลหุนำมิสงสัย
...........ยากหน่อยก็ทนได้.......สติมาก็ยินดี
.............ฉันท์ชนิดอื่น ๆ จะนำมาฝึกต่อปากต่อคำ ก็นำแผนผังบังคับมากาง ตรวจดูการวางครุลหุ แต่ละวรรค วางอย่างไร มีกี่แบบ เลือกมาฝึกทีละแบบ ทำแค่สองสามฉันท์ก็เบื่อแล้ว เพราะเข้าใจแล้วว่า การ วางครุลหุแต่งฉันท์ ไม่ได้ยากเกินไป จากนั้นแค่ดูแผนผังก็ลงมือแต่งได้เลย ไป ๆมา ๆ ก็เหมือนแต่กาพย์กลอนนั่นแหละครับ ลองดูสิ
.......จากตัวอย่างดังกล่าว การศึกษาแบบแผนฉันท์ คงไม่มีใครจะจดจำได้หมดหรอกเพราะฉันท์ทืมีมากหลายชนิด (93)คงมีบางฉันท์ที่เคยใช้เป็นบทสวดมนต์บ้าง บทท่องจำอาขยานบ้าง ที่พอจดจำได้ ส่วนฉันท์ที่จำไม่ได้ก็ต้องพึ่งแผนผังมากางดูแล้วลงมือแต่งตาม ผมก็ใช้วิธีนี้แหละครับ










วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

หัดแต่งโคลง




                                                     โต๊ะคอมที่นั่งทำงานทุกวัน
...........โคลงเป็นคำร้อยกรองที่ผมฝึกหลังจากกาพย์และกลอน ซึ่งแต่ละอย่างเขียน ไม่น้อยกว่าพันบท ทั้งเขียนเล่น บทสองบทหรือเต็มหน้ากระดาษ อย่างนี้เรียกเขียน เล่นสนุก ๆ และแบบเขียนเป็นเรื่องเป็นราว ยาว ๆ เช่น นิราศโตเกียว แต่งด้วยกลอน ยาว 70 หน้ากระดาษ A-4 นิทานอีสป 100 เรื่อง แต่งด้วยคำกาพย์ แต่เติมวรรคละ 6 คำ ให้อ่านสนุก ก็ถึงตอนนี้มั่นใจว่า กลอนแต่งได้แล้ว ต่อไปน่าจะหัดโคลงบ้าง ไม่มีลีลาอะไร หักคอเขียนเลย พาเพื่อนจาก ม.เกษตร ไปเที่ยวภูกระดึง ปี 2523 ตั้งใจเลยจะบันทึกด้วยโคลง ถามตัว เองว่าทำไม
กลัวโคลงนักหนา คงเพราะแบบนี้กระมัง
..........1. ที่ไม่ชอบโคลงเพราะคำเอก คำโท โดยเฉพาะคำ เอกโท คู่กันที่ต้องใช้ ในบาทที่ 2 และบาทที่ 4 แก้ปัญหาด้วยการฝึกหาคำเอก คำโท และคำ เอก+โท ฝึกค้นหาคำเอก คำ โท สมุดซักหน้า ดินสอ จดลงไป คำที่มีไม้เอก ๆ ๆ ๆ ๆนั่นแหละคำเอก ฝึกหาคำเอก คำโท และคำเอกโทชิดกัน จดในสมุดบันทึกดูว่าจะหายากไหม
...........
คำเอก น่า ย่า ข่า ตี่ พี่ สี่ ปี่ ป่า ปู่ เอาจริงพบว่า ไม่ยากนี่นา
ต่อไปก็เปลี่ยนจดคำที่มีไม้โทบ้าง เพราะนั่นเขาเรียกคำโท
............
คำโท ใกล้ ไข้ ก้อง ข้อง จ้อง ร้อง พ้อง รู สู้ ป้อง พอหาได้อยู่นะ
ต่อไปหาคำที่เป็นคู่ คำเอกและโท ได้น่าไม่เกินกำลังหรอก
............
คำ เอกโท เช่น พี่ป้า พี่น้อง พี่เชื้อ พ่อค้า แม่น้ำ แม่ค้า แต่งแต้ม ยั่วแย้ม
นึกว่าจะคิดไม่ออก ไหลมาเป็นน้ำหลากทีเดียว
..........คำตายแทนคำเอก เป็นการลดหย่อนให้ กรณีหาคำเอกไม่ได้ ให้ใช้แทนได้
..........
2. คำตาย ที่บอกว่าใช้แทนคำเอกได้ แบบไหน....   คำที่ผันวรรณยุกต์ เอก โท ตรี จัตวา ผันยาก เลยเรียกว่าคำตาย ตัวอย่าง คำประสมสระสั้นในแม่ ก กา เช่นคำว่า
..........กะ กุ ติ รึ ลองผันด้วยไม้เอก ไม้โท....ดูซิว่าออกเสียงยากไหม ยากอย่างไร
.........คำที่มีตัวสะกด แม่ กก กด และ กบ เช่นคำว่า นก จก ตก รด ปด บด จบ รบ คบ คำพวกนี้ลองผันด้วยวรรณยุกต์ ดูแล้วจะรู้เองว่าผันยาก เป็นอย่างไร คำทั้งสองแบบนี้เองที่เขาเรียกคำตาย อนุโลมใช้แทนคำเอกได้
..........
.(3) คำสุภาพ ตั้งชื่อตามกติกาการแต่งโคลงที่มีบังคับให้ใช้คำ 3 อย่างคือ คำสุภาพ คำเอก 7 คำโท 4 นั่นแหละ คำสุภาพในที่นี้หมายถึงคำที่ไม่ปรากฏรูปวรรณยุกต์ ตัวอย่าง มี เยอะแยะไป ในแต่ละบรรทัด ดูเอาเองครับ คำไหนมีไม้เอก คำไหนมีไม้โท ไม้ตรี คำนั้น ๆ ก็เรียก คำเอก คำโทและคำตรี คำจัตวา ต่างกันไป ส่วนคำที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์ก็เรียกคำสุภาพ แค่นี้เองครับ
............ลงมือฝึกหาคำชนิดต่าง ๆ คำสุภาพ คำเอก คำโท คำตาย จนมั่นใจว่ารู้จักดีแก้ปัญหาที่เคยคิดว่าเป็นอุปสรรคเรื่อง คำเอก คำโท คำเอก-โทและคำตาย ก็หมดไป
............4. ยังติดขัดอะไรอีก คงจะเป็นแผนผังบังคับ ก็ท่องจำกันบ่อย ๆนี่นา
-----------------บทนี้ก็ท่องจำ
.............เสียงลือเสียงเล่าอ้าง.......อันใด พี่เอย
........เสียงย่อมยอยศใคร...............ทั่วหล้า
........สองเขือพี่หลับไหล................ลืมตื่น ฤาพี่
........สองพี่คิดเองอ้า......................อย่าได้ถามเผือ
-----------------บทนี้ก็ท่องตามครูสั่ง
. ...........จากมามาลิ่วล้ำ..............ลำบาง
........บางยี่เรือราพลาง.................พี่พร้อง
........เรือแผงช่วยพานาง..............เมียงม่าน มานา
.........บางบ่รับคำคล้อง..................คล่าวน้ำตาคลอ

...........จากโคลงแม่บทที่ท่องตามครูสอนนี่แหละ เอามาวิเคราะห์แผนผังโคลงสี่สุภาพ
ได้เป็นอย่างดี ดังนี้

...........(1) จำนวนคำ วรรคแถวหน้ามี 5 คำ เท่ากันทุกบาท วรรคแถวหลัง สองคำยกเว้นบาทที่ 4 มีจำนวน 4 คำ บาทที่ 1 และ 3 เติมสร้อยได้ 2 คำ
...........(2) บังคับให้ใช้คำเอก 7 คำโท 4 อยู่ที่ไหนบ้าง
................เอก 7 (บาทที่ 1 คำที่ 4)...(บาทที่ 2 คำที่ 2 และคำที่ 6) (บาทที่ 3 คำที่ 3 และคำที่ 7) (บาทที่ 4 คำที่ 2 และคำที่ 6) รวม 7 คำ
.................โท 4 คำ อยู่บาทที่ 1 คำที่ 5 บาทที่ 2 คำที่ 7 บาทที่ 4 คำที่ 5 และคำที่ 7
..........(3). คำตายล่ะที่ใช้แทนคำเอกได้ ได้แก่ คำประสมสระเสียงสั้นใน แม่ ก-กาเช่น จะ ติ ล่ะ นะ ยุ ลุ มุ และคำสะกดด้วยแม่ กก กด และ กบ เช่น นัก รัก ปัก ปก รกเกียจ เรียบ ซักซ้อมอีกที ยังไปได้สบาย ๆนี่นา จะใช้ก็เมื่อจนใจหาคำเอกไม่ได้ ถ้ายังพอหาได้ก็ไม่ต้องใช้ครับ
...........(4) คำสุภาพ คือคำที่ไม่ปรากฏรูปวรรณยุกต์ เอก โท ตรี จัตวา เช่น พี่ ย่า นั่น เล่นเรียกคำเอก เพราะเห็น ไม้เอกกำกับอยู่ ส่วนคำ ร้อง น้อง ใช้ ไว้ เต้น เรียกคำโท เพราะเห็นไม้โทกำกับอยู่ ส่วนคำ กา หนู ดู เห็น เป็น คง ลง ถือเป็นคำสุภาพ ไม่มีรูปวรรณยุกต์...โคลงที่เราฝึกกันเป็นโคลงสุภาพครับ โคลงสี่สุภาพ บังคับให้ใช้ เอก 7 โท 4 พยายามใช้ให้พอดีครับ ถ้าเกินล่ะ เกินก็ไม่ผิด แต่ถ้าแต่งประกวดเอาคะแนน ก็กลายเป็นจุดเสียให้กรรมการหักคะแนนได้

............รู้จักแผนผังบังคับ ตำแหน่งคำเอกคำโท และลักษณะคำที่ใช้แล้ว ต่อไปก็น่าจะลงมือแต่งดูบ้าง ผมฝึกครั้งแรก ใช้วิธีกำหนดตำแหน่งคำเอก คำเอกโทในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการหา คำเอกคำโทมาใช้นั่นเอง

ฝึกหาคำเอกคำโท

............คำเอกโทติดกัน สำหรับใช้ในบทที่ 1 คำที่ 4-5 บาทที่ 2 คำที่ 6-7 และบาทที่4คำที่ 6-7
............เอก-โท เช่น พี่น้อง ไม่รู้ อยู่บ้าน อ่านได้ ร่ำร้อง แก่นแก้ว อยู่บ้าน ต่างบ้านคำตาย+คำโท เช่น นกร้อง นักร้อง ขัดข้อง นักสู้ ขับสู้ ปกป้อง ปัดป้อง ปิดป้องลองไปมาก็พบว่า ไม่ยากอย่างที่คิด
ฝึกข้อความกำหนดตำแหน่งเอก โท ตัดมากแผนผังโคลงมาฝึก
.............ฝึกกำหนดตำแหน่งคำเอกคำโท โดยเฉพาะคำเอก-โท เมื่ออยู่ในบทโคลง
..............1.คำที่ 4-5 ในบาทที่ 1 ลองดูจะหายากไหม
..................จากมาเผือห่างห้อง จากนางเรียมร่ำร้อง แลหาเห็นแต่บ้าน  มากมายนักหมู่ต้น และไพรมากไผ้ขึ้น ชมนกเสียงหมู่แก้ว นานานกแขกเต้า
...............2. คำเอกอยู่ตำแหน่งคำที่ 2 ใน บาทที่ 2 เช่น อกพี่หมองมัวมล ขวัญพี่หายหนใด แลส่องสอดสายตา จดจ่อใจเจ็บเจียน ลวงล่อหลอกหยอกเอนรักแม่แทบขาดใจ รักแม่เทียมปฐพี
..............3. คำเอกอยู่ตำแหน่งคำที่ 3 ในบาทที่ 3 เช่นปลาทองไล่ปลาเงิน ปลาดุกซ่อนซอกหิน
ปลากาว่ายดังกา
..............4. ฝึกหาคำ สองคำ มีคำเอกอยู่หลัง เช่น นาแม่ รักพ่อ รักแม่ เห็นพี่  บาทที่ 3 คำที่ 6-7 ใช้
..............5. ฝึกหาคำ เอกคำโท คู่กัน คำท้ายบาทที่ 2 และคำที่6-7 บาทที่4 ต้องใช้เช่น พี่นี้ พี่เอื้อย ร่ำร้อง ตื่นเต้น แต่งให้ ส่องแจ้ง
............จากการฝึกเลือกคำมาใช้ เช่น คำเอก คำโท คำเอกชิดคำโท คำเอก ในตำแหน่งต่าง ๆผลที่ได้คือความคล่องตัวในการสรรหาคำมาใช้ ช่วยให้การแต่งโคลงสะดวกและง่ายยิ่งขึ้น
ลงมือฝึกหัดแต่งโคลง
...............1. ลงมือเรียบเรียงข้อความให้เป็นเรื่องเป็นราว โดยจัดวางรูปแบบคล้ายโคลง ดร.อัมพร สุขเกษม เคยสอนให้ตอนเรียนปริญญาตรี ยังจำได้ดีครับ
1.1 เรียบเรียงถ้อยคำ วางรูปคล้ายโคลง
....................ตั้งใจจะไปชม.................ลำธาร
.................ริมฝั่งมีที่นั่ง........................ร่มไม้
.................แลดูหมู่ปลาใน...................ลำธาร
.................ปลาซิวปลาตะเพียน...........ปลาบู่ปลากราย
1.2 ปรับแก้ไข ให้เข้ากับรูปแบบโคลง
..................บาทที่ 1 ขาดคำเอกโท ตรงคำที่ 4 และ 5 ปรับแก้เป็น ใจหมายชมตั้งต่อ
..........................ได้ ใจหมายชมตั้งต่อ..........ลำธาร
...................บาทที่ 2 คำเอกคำโทอยู่ถูกที่แล้ว ขาดสัมผัสคำที่ 5 ปรับแก้ใหม่เป็น
ริมฝั่งพักสราญ........ร่มไม้
....................บาทที่ 3 ขาดสัมผัสคำที่ 5 คำที่ 6-7 ขาดคำเอก
....................................แลดูหมู่ปลาบาน.......ใจยิ่ง
....................บาทที่ 4 คำที่ 2 ต้องการเอก คำที่ 5 ต้องการคำโท คำที่ 6 และ7 ต้องการ
คำเอกและโท ปลาตะเพียนเป็นใบ้............อยู่ใกล้ปลากราย
.......................1.3 ปรับปรุงให้ดูดี สละสลาย
..............................ใจหมายชมตั้งต่อ..........ลำธาร
..........................ริมฝั่งพักสราญ...................ร่มไม้
...........................แลดูหมู่ปลาบาน................ใจยิ่ง
...........................ปลาตะเพียนเป็นใบ้............อยู่ใกล้ปลากราย

ตรวจกับแผนผังบังคับดู ใช่โคลงสี่สุภาพหรือยัง



..........การแต่งโคลงโดยยกร่างด้วยความเรียงธรรมดาก่อน จะช่วยให้ได้โคลงมีใจความรัดกุมเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อชำนาญแล้วก็ไม่จำเป็น ลงมือแต่งได้เลย
...................2. การแต่งโคลงด้วยวิธีเลียนแบบ โคลงแม่บท เสียงลือเสียงเล่าอ้าง หรือจากมามาลิ่วล้ำ ท่องจำจนขึ้นใจ จะแต่งโคลงถ้านึกภาพไม่ออก เอกโท อยู่ตรงไหนถามโคลงหลักสองบทนี้ จะจำได้ทันที ถามบ่อย ๆที่สุดก็จำได้เอง ลงมือฝึกมาก ๆ ลองสัก 50 บท เชื่อได้เลยว่าแต่งโคลงสี่ได้แน่นอน
……………3.ความไพเราะของโคลง เมื่ออ่านโคลงที่มีความไพเราะ ลองถามตัวเองดูว่าทำไมคิดว่า ชอบ ไพเราะตรงไหน..........
.....................3.1 เสียงและความหมายของคำและข้อความ เพราะ กินใจ เช่นเสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
.....................3.2 สัมผัสใน ทั้งสัมผัสสระ สัมผัสพยัญชนะ เช่น จากมามาลิ่วล้ำ ลำบาง
......................3.3 ใจความดี ถูกใจ กระทบใจ เช่น โคลงหลักทั้ง 2 บท อ่านเมื่อใดก็ชอบ ได้แก่บท เสียงลือเสียงเล่าอ้าง กับบท จากมามาลิ่วล้ำ ลำบาง
......................3.4 ความสามารถในการเล่นคำ คำเดียวหลายความหมาย พ้องรูปพ้องเสียง
......................3.5 ใช้คำอุปมาอุปไมย คมคาย
......................3.6 ใช้สำนวนโวหารที่รู้กันทั่วไป
......................3.7 ใช้คติธรรมคำสอนแทรกในบทโคลง
.............โคลงสี่สุภาพ เป็นหลักให้โคลงชนิดอื่น ๆ ได้ โดยการตัดบางบาท บางวรรคปรับแก้สัมผัส ผมเคยตัดต่อให้เป็นโคลงสอง โคลงสาม วิวิธมาลี โคลงบาทกุญชรตลอดจนโคลงดั้นต่าง ๆ ถ้าเราแต่งโคลงสี่สุภาพคล่องแล้ว การแต่งโคลงชนิดอื่น ๆก็ไม่ยากแล้ว ดังนั้นจึงควรฝึกแต่งโคลงสี่สุภาพให้ชำนาญ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาฝีมือได้ดียิ่ง ข้อเขียนนี้มิใช่ตำรา เป็นเพียงการเล่าประสบการณ์การฝึกแต่งโคลงของกระผมเอง ที่ฝึกแบบเอาเป็นเอาตาย เพราะอยากเขียนได้คล่อง เช่นเขียน
นิราศภูกระดึง ได้โคลงมากกว่า 300 บท เขียนโคลงสอนหลาน 400 บท โคลงนิราศเมืองเหนือ มากกว่า 400 บท ถึงตอนนี้โคลงที่ว่ายาก ๆ ก็ไม่ยากแล้ว ต่อไปจะนำโคลงสี่ไปพัฒนาเป็นโคลงอื่น ๆดูครับ

การพัฒนาโคลงสี่สุภาพ เป็นโคลง 4 ตรีพิธพรรณ

...........เป็นการนำรูปแบบโคลงสี่สุภาพมาศึกษา ว่าคล้ายกับโคลงชนิดอื่น ๆตรงไหนบ้างผมหยิบโคลง 4 ตรีพิธพรรณมาอันดับแรก เพราะดูแผนผังบังคับแล้วต่างกันนิดหน่อยกับ............1. จำนวนคำที่ใช้ โคลงสี่สุภาพ จำนวนคำ แต่ละวรรค แต่ละบาท จำนวนคำสร้อยตลอดจนรูปแบบการจัดวางคำ เหมือนกันทุกประการ
............2. เอก 7 โท 4 มีเท่ากัน แถมวางตำแหน่งเดียวกันด้วย เหมือนกันทุกประการอีก
............3. สัมผัสบังคับในบท ตำแหน่งคำส่ง ตรงกันคือ คำที่ 7 บาทที่1 และคำที่ 7 บาทที่ 2
............ 4. คำรับสัมผัส ต่างเฉพาะคำรับบาทที่ 2 ปกติ ใช้คำที่ 5 เปลียนมาใช้คำที่ 3 แทนจึงตั้งชื่อ ตรีพิธพรรณ
............5. คำรับสัมผัสอื่น ๆ ในบาทที่ 3 และบาทที่ 4 เหมือนโคลงสุ่ภาพ

..............................ใจหมายชมตั้งต่อ..........ลำธาร
...........................พักสราญ..ริมฝั่ง..................ร่มไม้
...........................แลดูหมู่ปลาบาน................ใจยิ่ง
...........................ปลาตะเพียนเป็นใบ้............อยู่ใกล้ปลากราย
..............เดิมเป็นโคลงสี่สุภำพ เอามาปรับแก้บาทที่ 2 ให้คำรับสัมผัส ราญ อยู่ตำแหน่งคำที่ 3 เป็น พักสราญริมฝั่ง...........ร่มไม้ คำราญอยู่ตำแหน่งคำที่ 3 ลงตัวกลายเป็นตรีพิธพรรณตามต้องการ


การพัฒนาจากโคลงสี่สุภาพเป็นโคลงสี่จัตวาทัณฑื
............1. รูปแบบโครงสร้าง คล้ายโคลงสี่สุภาพ บทหนึ่งแต่ง 4 บาท บาทหนึ่งมี 2 วรรควรรหน้า 5 คำ วรรคหลัง 2 คำ เว้นบาทที่ 4 วรรคหลังมี 4 คำ บาทที่ 1 บาทที่ 3 เติมสร้อยได้ 2 คำ
.............2 ข้อแตกต่างจากโคลงสี่สุภาพ อยู่ที่ สัมผัส ในบาทที่ 2 คือ คำที่ 2 - 3 สัมผัสสระและใช้คำที่ 4 รับสัมผัสบังคับ นอกนั้นเหมือนโคลงสี่สุภาพ
..............บาทที่ 2 แก้ไขให้มีสัมผัสสระตรงคำที่ 2...3 คำที่ 4 รับสัมผัสบังคับ เลยต้องรื้อแก้ไขเป็น ริมฝั่ง...นั่ง นานเย็น นอกนั้นคงเดิม ได้บทใหม่ตรงตามข้อกำหนด จัตวาทัณฑี



.............ดูแผนผังแล้วลองแต่งดู

..............................ใจหมายชมตั้งต่อ..........ลำธาร
...........................ริมฝั่งนั่งนานเย็น..................ร่มไม้
...........................แลดูหมู่ปลาบาน................ใจยิ่ง
...........................ปลาตะเพียนเป็นใบ้............อยู่ใกล้ปลากราย
ลองตรวจกับแผนผังบังคับดู



การพัฒนาโคลงสี่สุภาพ เป็นโคลงกระทู้ โคลงสามและโคลงสอง
..............(1)โคลงสี่ กระทู้ คำว่ากระทู้แปลว่าหัวข้อ กระทู้อาจใช้คำเดียว 2 คำ 3 คำ มากที่สุดคือ 4 คำ โดยวางกะทู้ไว้ต้นวรรคของแต่ละบาท ปกตินิยมใช้คำที่รู้จักกันทั่วไปเป็นกระทู้เช่น (กระทู้คำเดี่ยว)เพื่อน กิน หา ง่าย ......เพื่อน ตาย หา ยาก (กระทู้สองคำ ) เช่นรักดี หามจั่ว รักชั่ว หามเสา รูปแบบการจำวรรคตอน จะแยกกระทู้วางไว้หน้าวรรคแรกนอกนั้นเหมือนโคลงสี่สุภาพ ทั้งตำแหน่งเอก โท และสัมผัสบังคับ



ตัวอย่างการแต่งโคลงกระทู้
..............................คำ...สรรค์โคลงที่สร้าง.................เสกสรร ดูเฮย
.........................คำ...เอกตรงเอกกัน...........................บ่งแจ้ง
.........................คำ...โทที่โทพลัน...........................เติมแต่ง แลนา
.........................คำ...ส่งรับจับแสร้ง...........................ส่องให้ฟัดกัน
...............................ตามแผน....ผังว่าไว้.....................จำนวน....คำแฮ
..........................ตามกรอบ...นับดูควร........................ครบถ้วน
...........................ตามชอบ...ส่งรับชวน.......................ตรงคู่ ดีแฮ
...........................ตามติด...สอบดูล้วน........................สอดสร้อยดูดี

...............นอกจากโคลง 4 แล้ว ยังมีโคลงสอง โคลงสามที่กวีสมัยก่อนนิยมแต่ง ในบทประพันธ์ประเภท ร่าย ลิลิต จะพบมีปะปนอยู่

..............(2) โคลง 2 สุภาพ เป็นการตัดแผนผังโคลงสี่สุภาพ บาทที่ 1 และบาทที่ 4 มาต่อกันเข้า บาทที่ 1 วรรคแรก เอามาทั้งตำแหน่งเอกและโท จะได้ 5 คำ บาทที่ 4 ยกมาหมดจะได้ 9 คำ จะเป็นอย่างนี้คิอ 5 + 5 + 4 (2) คำที่ตัดมาตำแหน่งคำ เอก โท คงไว้ตำแหน่งเดิมแถมคำสร้อย วรรคสุดท้ายได้ 2 คำ ก็เป็นโคลง 2 สุภาพ



ระบายสีข้อความที่จะตัดไปแต่งเป็นโคลงสอง

....................จักสรรโคลงแต่งให้...............พอดี
...............โคลงแรกแตกไปมี......................ต่างได้
................โคลงสองแบ่งไปที.....................ลองแต่ง
................เลือกจัดคำมาใช้.........................แต่งให้แปลงดู

...........เมื่อมีโคลงสี่สุภาพสัก 1 บท เอามาตัดแปลงเป็นโคลงสองสุภาพ จะเป็นอย่างไร

................จักสรรโคลงแต่งให้.........เลือกจัดคำจักใช้.........แต่งให้แปลงดู (แลนา)จากโคลงสี่...(วรรคแรกบาทที่ 1)...........(บาทที่ 4 ทั้งหมด.และ.เติมสร้อย 2 คำ)

..............(3) โคลงสามสุภาพ ก็คือโคลง 2 สุภาพนั่นเอง ตัดมาจากโคลง 4 สุภาพเหมือนกันเพียงแต่เพิ่มคำไว้ข้างหน้า 5 คำ ทำให้มีคำ 4 วรรค เป็น 5+5+5+4(2) วรรคแรกที่เติมมาจะส่งสัมผัสให้วรรคที่ 2 คำที่ 1-2-3 คำใดคำหนึ่ง
...............จากตัวอย่างตัดโคลงสี่สุภาพ ให้เป็นโคลงสองสุภาพ ทำได้ตรงแผนผังบังคับด้วยถ้าอย่างนั้น ก็แปลงเป็นโคลงสามได้ด้วยน่ะสิ ลองดู โคลงสามจะเพิ่มมา 1 วรรค และจัดวางใหม่เป็นบรรทัดละ 2 วรรค จะดูง่าย



.........(ว่างไว้เติม 5 คำ)............จักสรรโคลงแต่งให้
.........เลือกจัดคำมาใช้.............แต่งให้แปลงดู (แลนา)

.........ลองเติมดู

.........ฝึกหัดโคลงสามกัน........จักสรรโคลงแต่งให้
.........เลือกจัดคำมาใช้.............แต่งให้แปลงดู (แลนา)

...........ที่สุดก็เป็นโคลงสามสุภาพตามต้องการ


โคลงดั้น
.............เป็นคำประพันธ์ที่แต่งด้วยข้อกำหนดเพิ่มเติม ทำให้ต่างจากโคลงสุภาพ ที่สังเกตเห็นได้ง่ายคือ ตัดคำท้ายบทออก 2 คำ เหลือ คำที่ 1 ที่เป้นคำเอก และคำที่ 2 ซึ่งเป็นคำโทแล้วย้ายคำโทไปไว้วรรคหน้า ทำให้บาทที่ 4 คำที่ 4และ 5 เป็นคำโทคู่ สัมผัสบังคับ จะบังคับถึงระหว่างวบทด้วย ดังนั้นจะต้องแต่งอย่างน้อย 2 บท ถึงจะครบตามข้อกำหนด

โคลงดั้นมี 6 ชนิด ได้แก่
๒.๑ โคลงดั้นวิวิธมาลี
๒.๒ โคลงดั้นบาทกุญชร
๒.๓ โคลงดั้นตรีพิธพรรณ
๒.๔ โคลงดั้นจัตวาทัณฑี
๒.๕ โคลง ๓ ดั้น
๒.๖ โคลง ๒ ดั้น
................คิดจะฝึกแต่งโคลงดั้น ต้องอาศัยดูแผนผังบังคับ เพราะหาบทที่เคยท่องจำได้ไม่มี เลยต้องไปหาแผนผังบังคับมาใช้ แล้วลองแต่งตาม สำหรับผู้แต่งโคลงสุภาพได้แล้วมาลองแต่โคลงดั้น ก็จะเห็นได้ชัดว่า ไม่ได้ยากอะไร คล้าย ๆ โคลงสุภาพนั่นเอง ขยันฝึกบ่อย ๆ ก็แต่งได้เองแหละครับ ส่วนเพราะไม่เพราะ ว่ากันทีหลัง
...........แผนผังบังคับ โคลงสี่ดั้นทั้ง 4 ชนิด จัดแบ่งคำวางรูปแบบคล้ายกัน จะแตกต่างกันคือ
บังคับสัมผัส ดังนี้



โคลงสี่ดั้นวิวิธมาลี


............(1) สัมผัสบังคับในบท คำที่ 7 บาทแรก ส่งสัมผัสไปยังคำที่ 5 บาทที่ 3 ที่เดียว
............(2) คำที่ 7 บาทที่ 2 คำโท ส่งสัมผัสให้คำโทบาทที่ 4 ต้องคำที่ 4 มิใช่คำที่ 5
............(3) สัมผัสระหว่างบท ใช้คำท้ายบท...ส่งให้คำที่ 5 บาทที่ 2 บทถัดไป

...................................ลองสรรคำแต่งดั้น.................ดูงาม.......แม่เอย
..........................แบบวิวิธมาลี................................ใช่แล้ว
..........................เปิดผังแต่งตรองตาม........................คงใช่ แลนา
..........................ยากหน่อยบแคล้วต้อง.....................กัดฟัน
...................................สองบทเติมต่อสร้าง................จึงดี
..........................คำส่งรับเสกสรรค์............................จึ่งคล้อง
ติดตามบ่แปลกมี...............................มิต่าง........แลนา
..........................นึกไม่ออกจ้องแล้ว.........................บ่เจอ
.............นอกจากตัดคำท้ายบท ย้ายคำโทแล้ว นอกนั้นก็แต่งตามปกติเหมือนโคลงสุภาพบาทที่ 2 คำที่ 5 ที่งดสัมผัสในบท เอาไว้รับสัมผัสระหว่างบทนั่นเอง ยากไหม ไม่มีอะไรยุ่งยาก แถมลดคำไปตั้ง 2 คำ

โคลงสี่ดั้นบาทกุญชร

............(1)สัมผัสบังคับในบท คำที่ 7 บาทแรก ส่งสัมผัสไปยังคำที่ 5 บาทที่ 3 ที่เดียว
............(2) คำที่ 7 บาทที่ 2 คำโท ส่งสัมผัสให้คำโทบาทที่ 4 ต้องคำที่ 5 มิใช่คำที่ 4
ต่างจากดั้นวิวิธมาลี
............(3) สัมผัสระหว่างบท ใช้คำท้ายบท...ส่งให้คำที่ 5 บาทที่ 2 บทถัดไป (ผลทำให้มีคำท้ายบาท ที่เรียงกันอยู่ 3 บรรทัด กับคำที่ 5 บาทถัดกัน 3 บรรทัด ส่ง-รับสัมผัสกัน มองคล้ายเท้าช้างเดินสลับกัน)
..........................................บาทกุญชรชื่อดั้น...............ลองดู
....................................ยามแต่งตามเปิดแผน...............จดจ้อง
....................................คำโทเอกตามครู.......................เคยสั่ง แลนา
....................................ดูหน่อยโทนั้นต้อง.....................ต่อตรง
...........................................บทสองรับส่งให้...................ตรงผัง
.....................................วางนี่รับเจาะจง.........................บทต้น
.....................................มิยากเมื่อระวัง...........................ยามแต่ง ดีแล
.....................................สัมผัสดังช้างด้น........................ดุ่มเดิน


โคลงสี่ดั้นตรีพิธพรรณ

............(1)สัมผัสบังคับในบท คำที่ 7 บาทแรก ตัดออก ไม่ส่งสัมผัส
...........(2) คำโทบาทที่ 2 ส่งสัมผัสให้ทำโท คำที่ 4 บาทที่ 4
............(3) สัมผัสระหว่างบท ใช้คำท้ายบท...ส่งให้คำที่ 3 บาทที่ 2 บทถัดไป ทำให้ตั้งชื่อว่าตรีพิธพรรณ
.....................................ตรีพิธพรรฒว่าดั้น................ดุจเดียว
.................................ตอนแต่งตรองตามดู................รอบด้าน
.................................บทแรกบ่เห็นเชียว....................ตำหนิ แลนา
.................................ไปโผล่ออกก้านแก้ว................บทหลัง
......................................บาทสองจดจ่อไว้...............ชัดเจน
.................................คำที่ผังสัมผัส...........................ใช่แล้ว
.................................คำสามชื่อตรีเห็น......................บาทที่ สองแล
.................................โทที่สี่แจ้วเจื้อย........................ส่งเสียง


โคลงสี่ดั้นจัตวาทัณฑี



............(1)สัมผัสบังคับในบท คำที่ 7 บาทแรก ตัดออก ไม่ส่งสัมผัส
...........(2) คำโทบาทที่ 2 ส่งสัมผัสให้ทำโท คำที่ 4 บาทที่ 4
............(3) สัมผัสระหว่างบท ใช้คำท้ายบท...ส่งให้คำที่ 4 บาทที่ 2 บทถัดไป ทำให้ตั้งชื่อว่าจัตวาทัณฑี
............................จัตวาว่าดั้น.........................อีกควร
.........................เหมื่อนดั่งตรีพิธพรรณ............สู่รู้
..........................จับคำสี่กระบวน.....................รับส่ง
.........................จัตวากู้กล้า.............................ก่อโคลง
.............................บทสองชัดที่อ้าง.................จัตวา ทัณฑ์แล
.........................คำสี่รับโยงกัน.........................เรียบร้อย
.........................คำเหลือบ่แปลกตา..................ดีอยู่ แลนา
..........................ยากแต่ตรวจสร้อยให้..............คล่องความ


โคลงสองดั้น




............(1) โครงสร้างเหมือนโคลงสองสุภาพ ตัดวรรคสุดท้ายออกสองคำ แล้วย้ายคำโทไปวรรคหน้าเป็นคำโทคู่ เหมือนโคลงดั้นทั่วไป
............(2) คำโทวรรคแรกคือคำที่ 5 ส่งสัมผัสไปยังคำโทคู่ วรรคที่ 2 ตรงคำที่ 5 ไม่ใช่คำที่ 4
.............(3)คำท้ายบท ส่งสัมผัสให้คำที่ 1/2 หรือ 3 วรรคแรกของบทถัดไป

..................โคลงสองลองอย่างดั้น.................ลองแต่งดูแล้วสั้น...........แปลกดี
...................มีเพียรฝึกแต่งให้...........................เชิงเชี่ยวจึงรู้ได้...........ช่ำชอง
...................ตรองตามจักง่ายแท้......................ผิดตกเอาไว้แก้..............จึ่งงาม


โคลงสามดั้น



...........(1) โครงสร้างเหมือนโคลงสองสุภาพ ต่างตรงเพิ่มคำ หน้าวรรคแรกอีก 5 คำ ทำให้มี 4 วรรค วรรคที่ 3 คำวรรคที่มีคำโทคู่
............(2) คำท้ายวรรคแรก ส่งสัมผัสไปยังคำที่ 1/2/3 คำใดคำหนึ่งวรรคที่ 2
............(3) คำโทวรรคที่ 2 คือคำที่ 5 ส่งสัมผัสไปยังคำโทคู่ วรรคที่ 3 ตรงคำที่ 5 ไม่ใช่คำที่ 4
.............(4)คำท้ายบท ส่งสัมผัสให้คำที่ 1/2 หรือ 3 วรรคแรกของบทถัดไป

........................โคลงสามดังโคลงสอง...................ตามทำนองที่อ้าง
.....................ลองแต่งดูได้ล้าง................................โง่งม
.........................สมควรอีกสักบท.............................จำจดแผนอ่านไว้
.....................คำจัดลงแล้วได้...................................รื่นฤดี
.........................มีพลังจักเขียนต่อ............................มิรอคอยเริ่มแล้ว
......................คำหลั่งมาล้วนแก้ว.............................ก่องงาม

.............เขียนถึงการฝึกหัดแต่งโคลง ไม่นึกว่าจะยืดยาวขนาดนี้ เพราะเนื้อหาโคลงมีหลายชนิด โคลงสุภาพก็มาก โคลงดั้นก็มาก เขียนถึงอย่างละนิดละหน่อยมันก็ยาวมากจนได้แหละยิ่งคนเขียนขี้โม้อยู่ด้วย ภาษาที่เขียนก็ตามใจคนเขียน อย่ามาทึกทักว่าต้องเขียนแบบเขียนตำรับตำราแล้วกัน เพราะไม่ชอบเขียนแบบนั้น เขียนจากการอ่านตำรามาใช่ไหม ก็ใช่แหละก่อนจะแต่งโคลงได้ก็อ่านตำรามาไม่รู้กี่เล่ม อ่านบทกวีนิพนธ์ก็นับไม่ถ้วน สุดท้ายก็ลงมือฝึกแต่งแบบเอาเป็นเอาตาย ก่อนมาเขียนข้อความนี้ แต่งโคลงมามากไหม ไม่รู้สินะ ไม่เคยนับลองตามหาดูก่อน .....อ้อได้มาแค่นี้ก่อน วิธีตรวจสอบ คัดลอก URL ไปโพส ถามกูเกิล ก็ได้เฉพาะภาษาอังกฤษนะ ชื่อภาษาไทยไม่ต้องกอปไป

แหล่งอ้างอิงประสบการณ์แต่งโคลง

------------------------------
         URL คัดลอกมาจากหน้าเวบ ปกติคลิกก็วิ่งไปเปิดไฟล์ บลอกให้ ถ้าไม่เปิดก็เอาใหม่ เมาส์ระบาย
URL ที่จะเปิด แบบนี้ 


แล้วคลิกขวาที่แถบ จะมีคำสั่งให้เลือกไปที่ คลิกตรงไปที่นั่นแหละ เปิดได้ครับ
-------------------------------
คำโคลงที่แต่งมีมากเกินพันบท ไปดูเอาเองครับ
--------------------------------
โคลงสอนหลาน
http://khuntong52.blogspot.com/2017/06/blog-post_18.html
เซียงเหมี่ยงตอน1-20
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/1-20.html
เซียงเหมี่ยง 2 ตอน 21-40
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/2-21-40.html
เซียงเหมี่ยง3 ตอน 41-60
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/3-41-60.html
เซียงเหมี่ยง 61-76
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/61-76.html
นิราศไทรโยค1
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/1.html
นิราศไทรโยค 2
http://newjarinya.blogspot.com/2016/08/blog-post_30.html
ภูกระดึงรำลึก 1
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/2.html

ภูกระดึงรำลึก 2
http://newjarinya.blogspot.com/2016/08/1_2.html
ท้าวขูลูนางอั้ว 1
http://newjarinya.blogspot.com/2016/07/1_30.html
ท้าวขูลูนางอั้ว 2

http://newjarinya.blogspot.com/2016/07/2_51.html
โคลงนิราศเมืองเหนือ01
http://newjarinya.blogspot.com/2018/01/blog-post_21.html
โคลงนิราศเมืองเหนือ 02
http://newjarinya.blogspot.com/2018/01/blog-post_78.html
โคลงนิราศเมืองเหนือ 03
http://newjarinya.blogspot.com/2018/01/3.html














วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เมื่อผมหัดแต่งกลอน

........เขียนถึงประสบการณ์ฝึกแต่งกลอนแปดครับ บางทีอาจเป็นประโยชน์สำหรับคนที่อยากลองแต่แต่กล้า ๆ กลัว ๆ....... ผมเคยกลัวจนเลิกแต่งไปเลย เพิ่งมาหัดแต่งตอนอายุจะสามสิบ พอแต่งได้ก็เอาใหญ่เลย ได้นิราศหลายเรื่อง เบ็ดเตล็ดนับไม่ถ้วน คงหลายพันบทกลอน ตอนนี้คุยโม้ได้ว่า กลอนง่ายเกินไป เลยไม่ค่อยจะแต่ง หันไปแต่ง อย่างอื่นที่ยากกว่า อย่างฉันท์ที่ลือกันว่ายาก อยากรู้ว่ามันยากตรงไหน เจอจริง ๆ ยากเพราะบังคับ ลหุ ติด ๆ กันมาก กว่า  5 คำ แต่ก็ผ่านได้นะ เพราะเรารู้จักคำบาลีค่อนข้างเยอะ บทสวดต่าง ๆ เอามาใช้ได้สบาย ๆ  อ้าว นอกเรื่องอีกแล้ว กำลังเล่าเรื่องหัดแต่งกลอนครับ.......
..........ผมนึกแผนผังบังคับกลอนไม่ได้ ผมจะนึกถึงบทกลอนที่เป็นบทอาขยาน เพื่อใช้เป็นแนวศึกษาแผนผังบังคับ บทที่จำได้ดี ได้แก่ บทกลอนพระดาบสสอนสุดสาคร
..........แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์...........มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
..........ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด.........ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน ฯ
 ...........(1) คณะกลอน ใช้คำวรรคละ 7-9 คำ ใช้ 8 คำ  ใช้จังหวะคำแบบ 3-2-3 อ่านเพราะดี  บาทหนึ่งมี 2 วรรค แต่ง 2 บาทเป็น 1 บท
............(2) สัมผัสบังคับ มีต่อเนื่องจากวรรค 1 ไปวรรค 2 ไปวรรค 3 และไปวรรค 4 ได้แก่คำท้ายวรรค คี่
คือวรรค 1 และวรรค 3 จะส่งสัมผัสให้วรรคคู่ คำที่ 3 จะเป็นคำรับสัมผัส คำท้ายวรรค คู่ คือวรรคที่ 2 กับวรรคที่ 4 ส่งสัมผัสต่างกัน คำท้ายวรรคที่ 2 ส่งให้คำท้ายวรรคที่ 3 ส่วนคำท้ายวรรคที่ 4 เป็นคำส่งสัมผัสให้บทถัดไป ถ้าแต่งต่อเนื่องมากกว่า 1 บท โปรดสังเกตแผนผัง...........
.........จากแผนผังช่วยให้เรารู้จักกลอนแปดได้ง่ายขึ้น  ลูกกลม ๆแทน 1 คำ นับได้แปดคำเท่ากันทุกวรรค
มีแปดวรรคนั่นคือ กลอน 2 บท  วงกลมสีเขียวคือคำที่ส่ง-รับสัมผัสกันตามลูกศรสีดำโยงให้ดู ถ้าแต่กลอนก็ใส่คำให้ครบตามแผนผัง นอกจากนี้  ยังต้องพยายามวางจังหวะคำให้อ่านได้แบบ 3-2-3  กลอนที่แต่งก็จะอ่านง่าย และจะอ่านได้เพราะยิ่งขึ้นถ้ามีสัมผัสในช่วย คือ
..........
กลอนจะไพเราะถ้ามีสัมผัสในช่วย
..........(1) วรรคแถวหน้า คำที่ 3-4 นิยมสัมผัสสระ คำที่ 5-6/7 นิยมสัมผัสสระ
..........(2) วรรคแถวหลัง คำที่ 3 สัมผัสบังคับ ถ้าจะเล่นสัมผัสใน คำที่ 3 กุบคำที่ 4 ให้เล่นสัมผัสพยัญชนะแทน ส้วนคำที่ 5กับคำที่ 6/7 เล่นสัมผัสสระได้
.........ตัวอย่าง กลอนที่อ่านแล้วเพราะมาก ๆ เพราะเหตุใด
.........บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว...........สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
.........เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา.....................ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต
.........เเล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์...............มันเเสนสุดลึกลำเหลือกำหนด
.........ถึงเถาววัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด............ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในนำใจคน
........วรรคแรกสุดยอดเล่นสัมผัสใน ด-ด ง-ง-ว-ว-ว เหง่ง-เวง
........วรรคที่ 3 คี-ขี่ รุ้ง-พุ่ง
.........วรรคที่ 5  ว่า-อย่า ไว้-ใจ
........วรรคที่ 7   วัลย์-พัน เกี่ยว-เลี้ยว
วรรคแถวหลัง คิอวรรที่ 2 4 6 และ 8
.........คำที่ 3 สัมผัสบังคับ ไม่เล่นสัมผัสใน
.........วรรคที่ 2 มี แล้ว-เหลียว-แล  และ แล-แง้
.........วรรคที่ 4 มี 2  จน-บน  และ บน-บรร
.........วรรคที่ 6 แสน-สุด  ลึก-ล้ำ-เหลือ   ล้ำ-กำ
.........วรรคที่ 8  หนึ่ง-ใน-น้ำ
.........จะเห็นมีสัมผัสในทุกวรรค วรรคที่มี 2 คู่ / กลุ่ม จะอ่านเพราะมากกว่ามีกลุ่มเดียว
สรุปเป็นหลักเกณฑ์การแต่งกลอน แปด ดังนี้
.........(1) แต่งวรรคละ 8 คำ จังหวะ 3 - 2 - 3
.........(2) วรรคคี่ แถวหน้า สัมผัสพยัญชนะ เล่นได้ทุกตำแหน่ง ส่วนสัมผัสสระ คำที่ 3 กับคำที่ 4 และคำที่ 5 กับคำที่  6 หรือ 7
........(2) วรรคคู่ แถวหลัง คำที่ 3 เป็นสัมผัสบังคับ แต่ละเล่นสัมผัสในก็ได้ ให้เป็น สัมผัสพยัญชนะแทน  ส่วนคำที่ 5 กับคำที่ 6 / 7 เล่นสัมผัสสระได้ตามปกติ
..........เสียงวรรณยุกต์คำท้ายวรรคกลอนแปด
วรรคที่ 1 หรือวรรคสดับ สามารถใช้ได้ทุกเสียงวรรณยุกต์ แต่ที่ถือว่าไม่ไพเราะ 
วรรคที่ 2 หรือวรรครับ ใช้เสียงวรรณยุกต์ จัตวา โท เอก (เรียงลำดับความไพเราะ จากมากไปหาน้อย ) ห้ามเสียงสามัญ และตรี
วรรคที่ 3 หรือวรรครอง ให้ใช้แค่เสียงสามัญ และอนุโลมตรีได้ จึงนิยมใช้กันทั้งสองเสียง
วรรคที่ 4 หรือวรรคส่ง ให้ใช้เสียงสามัญ และอนุโลมให้ใช้เสียงตรีได้ เช่นเดียวกับวรรครอง
...........คำรับสัมผัสบังคับ 
...........คำประสมสระตัวเดียวกันในแม่ กา-กา
...........เช่นประสมสระอา  อา ขา กา มา นา อา 
...........สระอะ เช่น นะ คะ จะ ปะ ระยะ พระ กะ 
...........สระอิ   ติ ริ จิ บิ ชิ 
.......... สระอุ   กุ รุ จุ ชุ ตุ ดุ
...........คำประสมสระเดียวมีตัวสะกดต้องมาตราเดียวกัน จะรับ-ส่งสัมผัสได้
...........นาง บาง กลาง ยาง  สระ อา + แม่ กง
...........นาย ตาย ชาย ยาย ลาย  สระ อา+แม่เกย
...........บุญ  คุณ ลุน  ตุน  ดุน      สระอุ + แม่ กน
...........กุด รุด หยุด  ปุด  นุช       สระ อุ+แม่กด
............กูด พูด  รูด หูด ปูด ตูด    สระอู + แม่กด
..............1.  จังหวะกลอน  เนื่องจากการแต่งกลอนมีคนนิยมใช้คำแตกต่างกันไป วรรค 6 -7 คำบ้าง 8 คำ นี่มาตรฐาน และ 9 คำ ถือว่ามากที่สุด จนมีคำอธิบายว่าใช้คำวรรคละ 6-9 คำ  จึงขอแนะนำจังหวะกลอน ไว้รวม ๆ ไปเลยคือ.....ถ้าแต่งวรรคละ 6 คำ ควรใช้ 2-2-2 อ่านเพราะดี  ถ้า วรรคละ 7 คำ จะเป็น 2-2-3  3-2-2  หรือ 2-3-2 ตามใจชอบ แต่ควรเลือกสม่ำเสมอ เพราะคนอ่านไม่มีเวลา ตรวจจังหวะก่อนอ่านหรอก อ่านสะดุดก็ตำหนิเลยว่า..กลอนไม่รื่นไหล กลอนวรรคละ 8 คำ วาง 3-2-3 นั่นแหละดีที่สุด วรรคละ 9 คำก็ 3-3-3  ควรใช้จังหวะที่นิยมแต่งกัน  ในที่นี้จะยึด กลอนแปด แบบ 3-2-3 เป็นหลัก เพราะคนนิยมมากกว่าแบบอื่น
............จังหวะกลอนสำคัญมาก แต่งกลอนให้คนอื่นอ่าน ต้องเลือกแบบที่คนนิยมทั่วไป จะ แต่งแบบเราชอบคนเดียวไม่เหมาะ จังหวะก็คือเลือกคำที่ออกเสียงครบตามจังหวะ เช่นจะแต่ง ให้ลงตัววรรคละ 3-2-3 คำ  คำที่แต่งต้องอ่านได้ 3 พยางค์ จบความ อ่านต่อ 2 พยางค์ จบ ความและอ่านอีก 3 พยางค์จบความ แบบนี้เรียกจัดคำเป็นแบบ 3-2-3 เช่น
..............จะแต่งกลอนสอนใจให้ลูกหลาน ลงตัว 3-2-3  อ่านง่าย
...............จะแต่งบทกลอนสอนใจให้ลูกหลาน  คำ บทกลอน ต้องอ่านติดกันกลายเป็นคร่อม จังหวะทำให้อ่านไม่เพราะ กลายเป็น 4-2-3 ตัดคำ จะ ออก จะรู้ทันทีว่าอ่านคล่องกว่ากัน
..............2. ลงท้ายวรรคสดับด้วยคำตาย ไม่ได้ผิด แต่ทำให้รู้สึกอึดอัด หาคำสัมผัสยาก ขอฝากกลอนวอนนุชสุดที่รัก........ด้วยใจภักดิ์นวลศรีเป็นที่(สุด) รุด คุด ดุจ ผุด พุทธ วุฒิ หาได้แต่เรียบเรียงยากจริง ๆ
..............ขอส่งพรวันเกิดประเสริฐสุด...........ถึงนงนุชขวัญตายุพาพักตร์
..............อายุมั่นขวัญยืนเถิดที่รัก.................พึงประจักษ์คณานับทรัพย์ศฤงคาร ฯ
...............สุด  พักตร์ รัก  เป็นคำตาย เอามาลงท้ายวรรค ทำให้หาคำมารับสัมผัสยาก
..............3. ในวรรคที่ต้องรับสัมผัส มีหลายคำรับสัมผัสได้ ถือเป็นข้อบกพร่องมาก ๆ
.............จะทักทายรายวันสรรค์เสกสาร..............กราบเทพวานบันดาลพรเสริมศรี
.........แม่มารีตรีรัตน์อวยฤทธี........................ขอจงมีทวีโชคลาภสักการ ฯ
คำสารส่ง....รับด้วยคำ วาน  แถมมี ดาลอีก ถือเป็นข้อบกพร่องคนแต่ง
คำ ศรี ส่ง.....รับด้วยคำ ฤทธี แต่มีคำ มารี ตรี ขวางหน้าอยู่ บกพร่องมาก ๆ
คำ ฤทธีส่งสัมผัส ....รับด้วยคำ มี แถม ทวีอีกคำ  หักคะแนนกระจุยเลยเพราะบกพร่อง
..............4.ใช้คำประสมสระเดียวกันจริง แต่คนละมาตราสะกด ใช้สัมผัสบังคับไม่ได้
..............เป็นเด็กน้อยค่อยขยันมุ่งมั่นเขียน..........ให้ทันเทียมเพื่อนพ้องคล่องศึกษา
..............ขยันกิจการบ้านงานนำพา.....................ฝึกวิญญาณฉลาดเฉลียวเชียวชาญเชาวน์
คำ เขียนส่งสัมผัส รับด้วยคำ เทียม สระเอียเหมือนกัน แต่คนละมาตราสะกด บกพร่องมาก
คำ นำพา ส่งสัมผัส ....รับด้วยคำ วิญญาณ สระอาเหมือนกัน แต่คนละมาตราสะกด ใช้ไม่ได้
..............5. เล่นสัมผัสในคำที่ 3-4 ในวรรคคู่ เป็นตำแหน่งสัมผัสบังคับ ห้ามเล่นสัมผัสในสระ
อยากเล่นให้ใช้สัมผัสพยัญชนะแทน
..............ขยันเล่นเป็นกลอนอักษรศิลป์................พอยลยินรินคำทำนองสรรค์
..............ลหุครุลองปลูกจับผูกพัน.......................เก่าะก่ายกันนันทนาเวลาฟัง ฯ
..............วรรค 2 คำ ยิน สัมผัสบังคับ อยากเล่นสัมผัสใน เอาคำ ริน มาต่อ ได้เรื่อง กลาย
เป็นสัมผัสเลือนทันที กลอนมีแผล 1 แผล คำ กัน วรรคที่สี่ สัมผัสบังคับ เล่นสัมผัสในอีก เอา
คำนันทนามาต่อ ได้สัมผัสเลือนอีก เป็น 2 แผล แก้ไข.....
..............ขยันเล่นเป็นกลอนอักษรศิลป์................พอยลยินแยกคำทำนองสรรค์
..............ลหุครุลองปลูกจับผูกพัน.......................เก่าะก่ายกันกลมกลืนรื่นยามฟัง ฯ
ยิน อยากเล่นสัมผัสใน เอาเสียง ย มาสัมผัสเป็น ยิน-แยก คำ กัน เอาเสียง กล มาสัมผัส
กลายเป็นเสียง ก 5 คำ ติด ๆ เจ๋งเป้งไปเลย
..............6. ชอบใช้คำเสียงคล้ายกันมารับส่งสัมผัสกัน ทั้งที่เป็นคนละเสียง ใช้ไม่ได้
.............ชมลำธารใสเย็นเห็นตัวปลา...................ว่ายไปมาทวนกระแสแลน้ำใส
.............นั่นปลาหลดกดคังหลังปลากราย..............ทวนน้ำไหลงดงามตามสายชล
.............นึกว่า กราย เป็นเสียง ไอ เอามารับคำ ใส  ส่งไปให้คำ ไหล ผิดเต็มร้อย
.............7. ชอบใช้คำมีรูปวรรณยุกต์ เอก หรือโท ท้ายวรรคที่ 2 หรือวรรคที่ 3 โบราณ
เรียก ละลอกทับ ละลอกฉลอง
.............ปลากระดี่รีมาท่าระรื่น......................ปลาหมอตื่นตกใจอะไรนี่
.............ปลาชะโดคึกโครมเข้าโจมตี..............ดับกระดี่อนิจจังสังขารา
........ระรื่น คำเอก            นี่  คำเอก ไม่ผิด แต่คนโบราณท่านตำหนิ ระวังบ้างก็ดี
.............คุยถึงการแ


แต่งกลอนช่วงนี้ ใกล้วันสุนทรภู่ 26 มิถนายน 2561 ครับ คงจะเป็นเทศกาล
ชักชวนนักเรียนนักศึกษาแต่งกลอนได้เป็นอย่างดี เลยขอฝากเทคนิคการเขียนกลอนแปดไว้
ให้อ่านกันเล่น แต่เอาไปใช้ได้จริงครับ  ส่วนผมก็คงเขียนร้อยกรองอย่างอื่นที่มิใช่กลอน ร่วม
กิจกรรมวันสุนทรภู่ กำลังเลือกอยู่ว่าจะใช้อะไรดี โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ลิลิต ก็คงจะ
วนเวียนอยู่ตามนี้แหละ หัวข้อนี้ขอจบละครับ

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ปาราชิก มี 4 ข้อ


........ชาวบ้านอย่างเราได้ยินเรื่องพระต้องอาบัติปาราชิก แล้วขาดจากความเป็นพระ ก็สงสัยนะว่า ปาราชิกมันเป็นอย่างไร ถึงทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุ ขาดความ เป็นพระภิกษุนี่อะไรขาด ขาดอย่างไร รักษาได้ไหม ก็ลองค้นตำรับตำราดูครับ ศีล227 ของพระภิกษุมี ปาราชิก 4 เป็นหมวดแรก อีก 223 ข้อ ก็อยู่ในหมวดถัดไป เลยหาไม่ ยากครับ มี 4 ข้อ ได้แก่ ภิกษุกระทำ 4 เรื่องต่อไปนี้ ถือว่าต้องอาบัติปาราชิก คือ
1. เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์)
2. ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย)
3. พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน) หรือ แสวงหาศาสตรา อันจะนำไปสู่ความ ตายแก่ร่างกายมนุษย์
4. กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมอันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถน้อมเข้า ในตัวว่าข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของ ตัวเอง)
...........เมื่อพระภิกษุมีพฤติกรรมกระทำกิจดังกล่าว ท่านเรียกว่าต้องอาบัติปาราชิก แปลว่าผู้ประสบความพ่ายแพ้ คือหมดสภาวะเป็นพระภิกษุ ถึงนุ่งห่มไตรจีวรก็ไม่นับ เป็นพระภิกษุแล้ว ท่านจึงกล่าวว่าเป็นอาบัติที่โทษหนักมาก ไม่สามารถแก้ไขได้
..........(1) เสพเมถุนก็คือร่วมเพศ มีเพศสัมพันธุ์ แม้กับสัตว์เดรัจฉานก็ถือว่าผิดเท่ากัน
..........(2) ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของเขามิได้ยกให้ คือขโมย ต้ม ตุ๋น หลอกลวง สิกขา บทท่านกำหนดค่าไว้ 5 มาสก ค่าเงินสมัยพุทธกาล มีการศึกษากันว่า 5 มาสกซื้อทองคำ สมัยนั้นได้กี่มากน้อย เทียบราคาทองคำสมัยนี้(2561) ประมาณ 300 บาท ก็ไม่มาก นัก ระวังไว้ก็ดี เพราะรวมทุกวิธีที่ได้เงินมาโดยไม่สุจริต เช่นเงินทอนเขาถวายสงฆ์นะ จัดการไม่ดีเข้าข่ายการลักขโมยได้เช่นกัน หลบเลี่ยงภาษี เบี้ยวค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ เข้าข่ายได้เงินโดยวิธีทุจริต
..........(3) ข้อนี้ท่านเน้นการฆ่ามนุษย์ คล้ายกฏหมายบ้านเมือง ฆ่าเอง จ้างวานให้ฆ่า หลอกลวงให้ฆ่า โทษเสมอกัน
...........(4) อวดอุตริมนุสสธรรม ท่านเน้น ไม่มีในตน ถ้ามีแล้วอวดไม่ผิดวินัยข้อนี้ ถ้าไม่มีแล้วอวดอ้าง หรือพูดโน้มน้าวให้คนหลงเชื่อ หรือทำนิมิตให้เข้าใจผิด แบบนี้ผิดแน่ มนุสธรรมที่เข้าข่ายตามวินัยข้อนี้ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ญาณหรือวิชชา3 มัคคภาวนา อริยมรรคอริยผล ตัวอย่าง หลวงพี่ที่ท่านเทศนาบอกชาวบ้านว่า ชาตินี้ ท่านหยุดแล้ว สิ้นสุดกันแล้ว ไม่มีชาติหน้าสำหรับท่าน คนก็ฮือฮาเพราะนี่มันเป็นสำนวน พระอริยเจ้าระดับพระอรหันต์ ถึงจะไม่เกิดอีก ผลหรือตอนนี้นอนคุกอยู่มั้ง 

.........การต้องอาบัติปาราชิก คนตัดสินคือตัวเอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาบอก เว้นแต่จะไม่รู้เรื่อง เช่นอวด
อุตริว่า บรรลุสมาธิระดับฌาน เห็นสัมภเวสีมาขอส่วนบุญ ถ้าเป็นเรื่องจริง ไม่เป็นอาบัติปาราชิก แต่ถ้าไม่จริง ก็แน่นอนปาราชิก อวดไปแล้วนึกสงสัยถามครูอาจารย์ก็ได้ว่า ถ้าผมอวดเรื่องไม่จริงแบบนี้จะโดนอาบัติอะไร ไม่มีทางเลี่ยง ปาราชิกเต็มร้อย โดนแล้วจบไปเลย แก้ไขไม่ได้ เหมือนบางสำนัก โกงเงินสงฆ์ไปเป็นของตนเอง พอมีคนทักท้วงฟ้องร้อง รีบเอาเงินมาคืน แล้วบอกว่าผมคืนแล้วนะ พ้นผิดแล้ว
ใช่ทางกฏหมายถือคืนแล้วพ้นคดีความ ที่จริงไม่พ้นผิดหรอก มันผิดตั้งแต่โกงสำเร็จแล้ว การถอนฟ้องไม่ได้แปลว่าพ้นผิด ปาราชิกก็ขาดกระจุยตั้งแต่ลงมือโกงแล้ว ถ้าคืนเงินแล้วไม่ผิด พวกขี้โกง โจรขโมย ก็ไม่ต้องคิดคุกตาราง  พอเขาจับได้ก็เอาเงินมาคืนซะ พ้นผิดไป แต่ความจริง เอาเงินมาคืนก็แก้ผิดอะไรไม่ได้  โบราณท่านเปรียบปาราชิกเหมือนโทษประหารแบบตัดคอขาด ต่อคืนไม่ติดหรอก
.........ภาวะความเป็นภิกษุ ได้มาตั้งแต่พระอุปัชฌาย์ประกอบพิธีอุปสมบทให้ ด้วยการ ประชุมคณะสงฆ์ สวดประกาศแบบ ญัตติจตุตถกรรมวาจา ประกาศญัตติ และสวดทบทวน สามรอบรวมเป็น 4 ครั้ง ไม่มีผู้ทักท้วงหรือคัดค้าน การประชุมรับสมาชิกใหม่ก็ผ่านไป ด้วยดีมีพระภิกษุใหม่เกิดขึ้น 1 รูป สภาพการเป็นภิกษุจะคงอยู่ต่อไปหลายวันหลาย เดือน จนกว่าจะสิ้นสุดลงโดย ต้องอาบัติปาราชิก หรือการลาสิกขาบท ถ้ากรณีต้อง อาบิติปาราชิก อุปสมบทใหม่ไม่เป็นพระภิกษุ เพราะถือว่าขาดคุณสมบัติ แต่กรณีลา สึกออกมา สามารถอุปสมบทใหม่ได้ไม่มีข้อห้าม
...........ผมเขียนถึงปาราชิกเพราะถกเถียงกันในกลุ่มนักบิณฑ์ด้วยกัน เข้าใจไม่เหมือน กัน เลยนำมาแลกเปลี่ยนเสวนากัน สำหรับกระผมแอบเอามาบันทึกไว้ด้วย กันลืมครับ

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตำหนิพระสงฆ์องค์เจ้าตกนรกหมกไหม้

                                                         ไปเที่ยววัดหงส์ทอง บางปะกง
----------------------------------------------
..........เกิดมาพอรู้ความก็ได้ยินเลย ผู้เฒ่าจะสอนลูกหลานมิให้ตำหนิ ด่าว่าพระ ท่านว่าเป็นบาปมาก ผู้หญิงนี่ห้ามสัมผัสแตะต้องด้วย เป็นเด็กก็ไม่ได้ ดีนะสมัยก่อนไม่มีภาพออนไลน์ให้ดูกัน วันหนึ่งผมเห็นคุณพ่อบวชใหม่อุ้มลูกสาวถ่ายภาพ หลายคนคอมเม้นท์ว่าไม่เป็นไร ไม่ได้มีจิตลามกซะหน่อย เราอ่านก็ขำ ๆ ถ้าได้..มีโอกาสบวชจะลองกอดสีกาหน้าตาดีโดยไม่มีจิตลามกถ่ายรูปอวดซะหน่อย ไม่รู้คนจะคอมเม้นท์ว่าอะไร คงจะออกมาทำนองหลวงตาหัวงูซะมากกว่า คนสมัยก่อนท่านเคารพพระภิกษุกันมาก ไม่อยากให้ใครติเตียนท่าน แต่สมัยนี้ต้องคิดใหม่แล้วแหละ...
..........พระภิกษุ ไม่ใช่พระสงฆ์ในบทสวดมนต์ไหว้พระ ย่อมจะมีทั้งพระภิกษุธรรมดา ๆ และพวกบวชเพื่อศึกษาพระธรรม ... กว่าจะเป็นสาวกสังโฆ ก็นานอยู่  พระที่บวชแล้วก็ยังไม่เคยรู้จักศีลพระ หลายพรรษายังสวดบททำวัตรไม่ได้มักเห็นบ่อย เคยเห็นเพื่อนแทคมาให้ดู บอกว่าวัดนี้ท่านขยันทำวัตรสวดมนต์ ไลฟ์สดมาให้ดูด้วย เราก็ดูด้วยความแปลกใจ เห็นพระ 5 รูป นั่งเปิดหนังสือสวดมนต์ ข้างล่างชาวบ้านเห็นสัก10 คน นั่งเปิดหนังสือทำวัตรเย็นกัน อ้อวันพระมาจำศีล เลยทำวัตรพร้อมพระ ดูพระอายุเกิน 60 หมดคงบวชไม่นานถึงต้องอ่านหนังสือทำวัตร มีรูปหนึ่งเรารู้จัก ท่านเกษียณมาสามปีแล้ว ข่าวว่าท่านบวชไม่ได้อยู่บ้าน แสดงว่าสองพรรษาเศษแล้ว บวชพระแล้วสวดมนต์ปากเปล่าไม่ได้นี่ ไม่งามเลยนะ  รีบ ๆท่องเถอะหลวงพี่หลวงพ่อ เจอเขานิมนต์ไปสวดศพแบบทางบ้านนอกละก็ หนาวแน่ คงไม่กล้าหอบหนังสือไปอ่านสวดศพหรอกนะ
.....พระที่ทำให้เรานึกตำหนิ ได้แก่ท่านที่มีพฤติกรรมไม่สำรวม ไม่สมกับมีศีล 227เดินบิณฑบาต สะพายย่าม หนักหน่อยก็ถือถุงผ้าไปด้วย เอ...หลวงพ่อ รับบาตรก็มีข้อจำกัดอยู่มิใช่หรือ รับแค่พอฉัน หรือรับพอเต็มบาตร หยุดรับได้แล้ว มากกว่านั้นมันเป็นอาบัติทุกคำเชียวนา มีบางรูปชาวบ้านเขาใส่เงินทองลงในบาตรด้วย บาปทั้งคนใส่และคนรับแหละคุณโยม แถวหน้าบ้านมี 3 หลวงตา เขาจัดเก้าอี้ให้นั่งบิณฑบาต ข้าง ๆมีถุงปุ๋ยสองสามใบไว้ถ่ายของเวลาของเต็มบาตร เห็นภาพแล้วเราเกิดบาปทุกวัน ๆ ก็เกิดมโน      ทุจริตน่ะครับ อ้ออีกนิดที่ท่านให้พรเสียงดังลั่นเชียว คงเพื่อให้คนใส่บาตรอิ่มบุญมั้งแต่มั่นทำให้ท่านอาบัติ ทุกคำที่สวดไป คงไม่ใช่บุญของท่านแน่ บาปเหมือนกันน่ะแหละ
.........พระที่ไม่สำรวมระวังอาบัติหนัก เห็นเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ สมัยผมเป็นพระ รู้ว่าพระได้รับเงินอุดหนุน มีสำนักเรียนปริยัติธรรม มีนักเรียน จะได้รับเงินบำรุง เอาถวายเจ้าอาวาส และครูผู้สอน เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล ยังไม่มีนิตยภัต ผมได้รับนิตยภัตครั้งแรก เดือนละ 60 บาท ในตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะอำเภอ ดีใจแทบตาย ปี 2516 ก่อนสึกมี บัญชีนิตยภัตเจ้าอาวาสทุกวัด ได้รับด้วย รู้สึกจะเป็นเดือนละ 100 บาท ยังนึกอิจฉาเลย ดีกว่าเป็นเลขานุการ เจ้าคณะอำเภออีก แต่มันมีปัญหาเกิดขึ้นน่ะครับ มีคนมาถามหาวัดร้าง คือวัดที่ไม่มีพระจำพรรษา แต่ยังไม่ได้ยกฐานะเป็นวัดร้าง ชาวบ้านพยายามหาพระไปอยู่ไม่อยากให้ร้าง เจ้าคณะตำบลก็แจ้งให้ทราบ และขอให้ชะลอเวลาไว้จนเข้าพรรษา ไม่มีพระอยู่จริง ๆ ก็เข้าทะเบียนวัดร้างได้ ถามเขาจะเอาชื่อวัดไม่มีพระไปทำอะไร เขาบอกจะหาเจ้าอาวาสไปอยู่ให้ เจ้าคณะจังหวัดเป็นคนลงนามคำสั่งแต่ตั้งเจ้าอาวาสนี่ จะยากอะไร มีบัญชีรายการถวายท่านก็ลงนามให้หมดแหละ แสดงว่ากลั่นกรองมาระดับตำบล อำเภอมาแล้ว มารู้ทีหลังว่าเจ้าอาวาสรับนิตยภัตทุกเดือน แต่ไม่ได้ไปอยู่วัดเลย สมัยนั้น 100 บาทเองนะ แต่วันนี้ทราบว่า เป็น 1200 บาทแล้ว คงมีพระไม่สำรวมโดนปาราชิกาบัติเป็นว่าเล่นเพราะ เกิน 300 บาท ตั้ง 4 เท่า(อาบัติปาราชิก บัญญัติไว้ ลัก โกง 5 มาสก เป็นอาบัติ และ เทียบค่าเงินปัจจุบัน เท่ากับ 300 บาท)
.........พูดถึงแต่เรื่องเสียหาย เรื่องดี ๆ ของพระไม่มีหรือไง มีสิครับ เยอะด้วย จนเขาเรียกว่าพระนั่นแหละ พระ คำนี้ เป็นคำเดียวกับคำว่า พร หรือ วร ที่แปลว่าเลิศ ประเสริฐ ดีงาม จากคนดิบ ๆ บวชเสร็จเรียก พระ ทันทีเลย แสดงว่าเป็นพระนี่ มีอะไรดีแน่ ถึงมั่นใจว่า บวชแล้ว เป็น พระ ได้ ความจริงมันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก เพราะผ่านพิธีกรรมที่จะเป็น พระ แล้ว ต่อไปก็ทำให้เป็นพระซะสิ จะได้เป็นพระจริง ๆ ทำอย่างไรถึงเป็นพระได้ล่ะ ตอนบวชท่านก็บอกแล้วนะ ไม่จำเอง มีอะไรบ้าง
.........1. เธอต้องเคารพนับถือพระศาสดานะ (นะโม ตัสสะ ภควะโต อรหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 หน)
.........2. เธอต้องนับถือพระรัตนตรัย เป็น ที่พึ่ง คือเป็น สรณะ ทุกศาสนามี สรณะต่างกันไป ศาสนาพุทธ มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ( พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิสังฆัง สรณัง คัจฉามิ 3จบ)
.........3. เธอต้องบรรพชาเป็นสามเณร สมาทานศีล 10 ข้อก่อน
.........4. คณะสงฆ์จะประชุมรับเธอเข้าพวก ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ถ้าผ่านสังฆกรรมนี้ไปก็เป็นพระภิกษุและถือศีล 227 ข้อได้
..........กว่าจะเป็นพระ ไม่ง่ายนะ เป็นแล้วก็อย่าลืมล่ะ เทวรูปสีดำ ๆ ห้อยคออยู่เมื่อก่อนก็ปลดออกซะ คนละศาสนา พวกผ้าเขียวผ้้าแดง คาดต้นโพธิ์ก็อย่าไปช่วยเขาทำ นั่นมันวิธีนับถือผีสางของชาวบ้าน ศาลพระภูมิที่ชาวบ้านตั้งในวัด ก็เรียกเก็บค่าเช่าด้วย นั่นมันเอาศาสนาผีมารุกรานวัดนี่นา ยอมได้ไง ตั้งใจฝึกอบรมการเป็นพระให้ดี.....
..........พระมีศีล 227 ข้อ ขาดข้อเดียวก็ไม่ได้ อย่าไปเชื่อพวกมักง่ายที่บอกบางข้อเล็ก ๆน้อย ๆ อย่าไปสนใจ....เล็กน้อยแต่ก็ทำให้ครบ 227 นา ไม่สนใจก็ไม่ครบสิ ดูทองสิอยากได้ทอง 100 % ทั้งนั้นแหละ ขาดเหลือ 90 % ก็ไม่ชอบ พระไม่ครบ 227 ข้อ ไม่ดีแน่ ต้องรีบศึกษาและนำมาปฏิบัติโดยด่วน แบบบวชหลายพรรษาแล้วยังมีหน้ามาถามว่ายิ้มให้สีกาก็อาบัติหรือ....ตำรามีทำไมไม่อ่าน ยิ้มแบบคนมีเมตตากรุณา กับยิ้มแบบเจ้าชู้มัน ต่างกันอย่างไร สาว ๆ เข้ารู้ดีกว่าหลวงพี่น่า...
.........พระมีภาระสำคัญคือประกอบพิธีกรรมต่าง ๆให้ชาวบ้าน ใช้บทสวดคำบาลีทั้งนั้นจนมีหนังสือเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน คำบาลีที่ต้องใช้อยู่ในนั่นหมด ต้องท่องให้ได้ภายในสามเดือนแรกที่บวช งานที่ต้องสวด ก็ทำบุญวันพระ ทำบุญบ้าน งานศพ งานอื่นๆก็อาจมีมาเช่นสวดสีมา สวดสังฆกรรมต่าง ๆ เคยเห็นหลวง พ่อหอบตำราไปสวด ไม่ขำเลยนะหลวงพ่อ รีบ ๆท่องเข้าเถอะ อายเขา
.........พระต้องเรียนคำสอนศาสนา ไว้เป็นแนวปฏิบัติของตนเอง และสอนชาวบ้านหลักสูตรนักธรรมตรี โท เอก จะมีสาระสำคัญ 3 เรื่องคือ หลักธรรม หลักวินัย และพุทธประวัติ/อนุพุทธประวัติ ควรหาตำรามาศึกษาเล่าเรียน เพราะวันหนึ่งอาจต้องเทศน์สอนคนอื่น ...ไม่มีความรู้เลย เอาอะไรไปสอน เคยเห็นหลวงพ่อบวชหลายพรรษาแล้ว สอนชาวบ้านขำจะตายเพราะท่านสอน ให้ชาวบ้านนับถือโลกธรรม 4 ฝ่ายอิฏฐารมณ์ บอกว่าทำบุญกุศลมากไว้ จะช่วยให้มี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข กรรมจริง ๆ เพราะไม่รู้จึงสอนอย่างมั่นใจ บาปนะหลวงตา เพราะฉะนั้นการศึกษาหลักคำสอนจึงจำเป็น อย่างน้อยก็ปฏิบัติถูก จะแนะนำคนอื่นก็แนะนำถูก
.........พระต้องศึกษาประเพณีวัฒนธรรมของชาวบ้าน ประเพณีส่วนมากก็จะเกี่ยวข้องกับการเกิดไปจนถึงการตาย อีสานง่ายหน่อยมี ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ให้ศึกษา เดือนอ้ายปริวาสกรรม เดือนยี่ทำบุญคูณลาน เดือนสามบุญข้าวจี่ เดือนสี่บุญมหาชาติ เดือนห้าบุญสงกรานต์ เดือนหกบุญบั้งไฟ เดือนเจ็ดบุญเบิกบ้าน เดือนแปดบุญเข้าพรรษา เดือนเก้าบุญข้าวประดับดิน เดือนสิบบุญข้าวสาก เดือนสิบเอ็ดบุญออกพรรษา เดือนสิบสองบุญกฐินต้องมีความรู้ทุกประเพณี เพราะชาวบ้านเขาจะให้พระร่วมทุกประเพณีแหละ ต้องมีความรู้แนะนำชาวบ้านได้ด้วย
.........เขียนถึงการตำหนิพระว่าจะเขียนสั้น ๆ แต่มันยาวจนได้ พระแบบที่เขียนถึงเป็นพระที่อยู่ตามวัดวาอารามหมู่บ้านต่าง ๆ ได้ข้อมูลแบบประเพณีอีสาน เนื้อหาเลยออกไปทางฮีตสิบสองคลองสิบสี่ ส่วนประเพณีภูมิภาคอื่น ๆ ไม่ค่อยรู้จัก เลยไม่กล้าเขียนถึงกลัวจะไม่ใช่น่ะครับ คงจบไว้แค่นี้ ล่ะครับ

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

คุณทำบุญเพื่ออะไร




……ได้รับคลิบยูทูปเรื่องทำบุญเพื่ออะไร ดูจบแล้วครับขอบพระคุณเพื่อนที่แจ้งให้ ทราบ เห็นด้วยทุกประการครับ เพราะผมเองก็สนใจเรื่องการทำบุญทำกุศลเหมือนกัน และมีความเชื่อมั่นว่า เราทำบุญเพื่อปัจจุบันมากกว่าทำเพื่อชาติหน้า แต่การทำบุญ ของกระผม ยังยึดหลักเดิม ๆ อยู่ครับ
.......หลักทำบุญที่ยึดเป็นแนวปฏิบัติมี 3 เรียกบุญกิริยาวัตถุ คือทานมัย สีลมัย และ ภาวนามัย ทำทานเพื่อชำระโลภ เพื่อสะสมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความรักใคร่เมตตา ปฏิบัติศีลเพื่อฝึกสติสัมปชัญญะ ชำระพฤติกรรมทางกายและวาจาให้หมดจดเรียบร้อย ปฏิบัติภาวนามัยเพื่อชำระสะสางโมหะความโง่ให้เกิดสติปัญญาเฉลียวฉลาด บุญที่ได้ กระทำจึงเกิดผลให้กระผมในปัจจุบันชาตินี่แหละ ไม่เคยรอว่าจะไปรับชาติหน้าหรอก
.......ทานวัตถุสิ่งของ เราได้ชำระความตระหนี่ถี่เหนียว ที่เกาะใจเราให้เบาบางลง คน ที่ได้รับสิ่งของไปก็พอใจได้บริโภควัตถุทานที่เราให้ทาน ส่วนธรรมทานมักจะเป็น การให้ความรักความเมตตา ให้อภัย เราได้รับความปิติยินดีที่ได้ทำ ได้รับไมตรีตอบ ย้อนมา ให้วิทยาทานได้รับความพึงพอใจปิติยินดีมาก อย่างกระผมสอนศิษย์ เรื่อง ธรรมบาลี สอนภาษาไทย สอนการวัดผลประเมินผล สอนวิจัย นิเทศการสอน ผู้รับ วิทยาทานเรือนหมื่น ปิติยินดีที่ได้ให้วิทยาทาน เป็นบุญกุศลที่ได้รับในปัจจุบันครับ ส่วนชาติหน้าไม่ต้องไปคาดหวังให้ยาก บุญกุศลเป็นของเราอยู่แล้ว
.........สีลมัย ผมใช้ฝึกสติสัมปชัญญะ เพราะจำเป็นต่อการปฏิบัติศีล ถ้าขาดสติและ สัมปชัญญะ ก็ปฏิบัติศีลยุ่งยาก ถ้าสติสัมปชัญญะอยู่กับตัวและมีพลังมั่นคง ศีลก็จะ ปฏิบัติง่ายไม่ค่อยขาด เช้ากระผมสมาทานศีลเสร็จก็ให้สติสัมปชัญญะกำกับต่อ ถ้า เจอสถานะอาจทำให้ศีลขาด สติสัมปชัญญะมาทันทีว่า อย่านะ ๆ ๆ  ก็เก็บศีลไว้ได้ ทุกครั้ง ที่พบเรื่องหวาดเสียวต่อศีล สติสัมปชัญญะมาเลย มันดีมาก ๆ ลองเอาไปใช้สิครับ สติสัมปชัญญะ อยู่กับเราจะทำให้เรารู้ตัวตลอดเวลา ถ้าหายไปก็คือเราลืมตัวครับ รู้ตัวมาก ๆยิ่งดี เป็นประโยชน์ต่อเรามาก จะคิด จะพูด จะทำการงาน ในขณะที่เรามี สติสัมปชัญญะท่านเรียกว่าอยู่ในสถานะไม่ประมาท มีคุณประโยชน์มากครับ
........ภาวนามัย ทำบุญด้วยการภาวนามี 3 อย่าง สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา และ ภาวนาธรรมดา ๆ ชาววัดท่านมี 2 อย่าง ส่วนแบบที่ 3 กระผมเรียกเอง เป็นอย่างไร มาพิจารณากัน
........สมถภาวนา....เป็นการภาวนาเพื่อให้เกิดสมาธิ ตั้งแต่สมาธิพื้นฐาน ไปจนถึงรูปฌาน อรูปฌาน แบบที่เจ้าชายสิทธัตถะไปฝึกกับอาราฬดาบสและอุทกดาบทนั่นแหละ ถือ ว่าวิชานี้มีมาก่อนเกิดพุทธศาสนา
.........วิปัสสนาภาวนา...เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าท่านใช้หลังจากบำเพ็ญสมถะจนเกิดฌานมี สมาธิแล้วน้ำนำสมาธิไปพิจารณารูปนามจนเห็นไตรลักษณ์และบรรลุอริยสัจในที่สุด ถือเป็นแนวทางเอกของพุทธศาสนา
.........ภาวนาธรรมดา....เพราะภาวนาแปลว่าการฝึกอบรม ภาวนาสมถะ เพื่อสมาธิ ภาวนา วิปัสสนาเพื่อเห็นไตรลักษณ์ ส่วนภาวนาธรรมดา เพื่อขจัดโมหะความโง่และให้ความ ฉลาดสติปัญญามาแทนที่ มีความสำคัญมากนะครับ เพราะทุกคน ทุกชาติ ทุกศาสนา เกิดมามี โมหะ ความโง่ ห่อหุ้มไว้ทุกคน นั่นก็ไม่รู้ นี่ก็ไม่เป็น กินยังต้องคนอื่นช่วย ขับถ่ายก็ยุ่งคนอื่น ต้องได้รับการฝึก การอบรม ง่าย ๆก็พ่อแม่พี่น้องช่วยดูแล เรื่อง ยากมากขึ้นก็ส่งโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ความโง่หรือโมหะก็ถูกชำระออกเรื่อย กลายเป็นคนเก่ง ฉลาดมากขึ้น ภาวนาธรรมดาจึงสำคัญและจำเป็นต่อทุกคน ทุกชาติ ทุกศาสนาแบบนี้นั่นเอง
.........สรุปว่าบุญที่กระผมทำอยู่มันให้ผลปัจจุบันนี่แหละ เพราะความฉลาดขยันมีความรู้ก็ บุญนั่นแหละเอาไปใช้ในการทำไร่ทำนา ทำอยู่ 7 ปีเชียวแหละ ไปภาวนาต่อ..เรียน นักธรรม เรียนเทศน์ เรียนบาลี เรียนวิชาครู ผลบุญที่ได้เอาไปเป็นครูสอนนักธรรม สอนบาลี ไปเทศน์สอนชาวบ้าน ผลภาวนาอบรมวิชาครูได้ความรู้คือบุญไปสอบบรรจุ ครูได้ด้วย ไปอบรมเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัย ได้บุญคือความรู้มากขึ้น ตำแหน่งหน้าที่ การงานก็เพิ่มขึ้นเพราะบุญจากภาวนาหรืออบรมนั่นแหละ แน่นอนครับบุญกระผมเอา มาใช้ปัจจุบันมากกว่า ส่วนชาติหน้าไม่รู้เหมือนกันจะได้อะไรไปใช้บ้าง แต่คงไม่ต้องไปลำบากที่ทุคติหรอก เพราะผมถือคติว่า จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา ดังนั้น จึงเชื่อว่า จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา จบครับ

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เฉลิมฉลองวันทุกข์



..........ขอใช้คำนี้เป็นหัวข้อสำหรับการขอบพระคุณ เพื่อนพ้องน้องพี่ ที่มีน้ำใจ  ให้พร ให้กำลังใจ มาลัย ดอกไม้ บางท่านถึงกับชวนไปทานข้าวเมนูพิเศษที่  กระผมชอบ ก็ดีครับ ชอบและพึงพอใจ แล้วทำไมถึงเรียนว่าเฉลิมฉลองวันแห่ง  ความทุกข์ล่ะ กระผมคิดอย่างนี้มานานแล้วครับ
...........คนเฒ่าคนแก่บอกเองว่าวันเกิดของเรา คือวันเจ็บปวดของแม่ วันวิตก  กังวลของพ่อ แต่ถึงจะเจ็บปวดกังวล แต่พอเกิดแล้วกลับยินดี ชื่นชม ลืมความ  เจ็บปวดเสียได้ ส่วนเราคนที่เป็นเจ้าของการเกิด ยังไม่รู้สึกยินดีอะไรหรอก ผ่าน  มาอีกหลายปีถึงรู้ว่า มีคนช่วยจัดฉลองวันเกิดให้ แต่กระผมไม่รู้จัก คนในครอบ  ครัว หมู่บ้าน ไม่เคยได้ยินฉลองวันเกิด เราคนบ้านนอกครับ ถนนหนทาง ก็ดิน  ทราย ไฟฟ้าประปา ไม่รู้จัก (2487) บ้านคนมีฐานะมีรถขี่ ชั้นดี สมัยนั้นก็เกวียนราชาไม  แกะสลักลวดลายสวยงาม ราคาแพง ครับสมัยนั้นก็คือบ้านนอกหรือชนบท ดังนั้น  จึงไม่รู้จักการจัดงานฉลองวันเกิด จนเมื่อไปเรียนต่อระดับมัธยม 2498 ถึงรู้ว่า  วันเกิดเขามีการเฉลิมฉลองกัน ครูสอนภาษาอังกฤษแกจัดงานวันเกิดที่บ้านครู  แต่มีขนมมาฝากนักเรียน และเล่าเรื่องจัดงานให้ฟัง นับแต่นั้นมาก็ถือว่ารู้จักว่ามีการฉลองวันเกิด แต่วันเกิดของตัวเองไม่เคยจัดหรอก
..........ไม่เคยเห็นกิจกรรมวันเกิดเพื่อน ๆหรือ.... ก็มีนะเพื่อนบางคน ถึงรอบวันเกิด  ก็ชวนเพื่อนสนิทสามสี่คน ยืนร้องเพลงฝรั่งแล้วแจกขนมกัน สมัยนั้น (ปี 2499)  ขนมยอดฮิตคือ ขนมไข่ขี้เจี้ยม ก็ขนมลูกกวาดก้อนกลม ๆ ขนาดเท่าไข่จิ้งจก มี  หลากสีสวยงามน่ากิน เวลานุ่นบนต้นแก่ มีพ่อค้าเอามาแลกนุ่น ลูกหนึ่งแกให้ถึง   5 เม็ด ถ้าจะจัดบ้าง ก็ต้องหาไข่ขี้เจี้ยมเป็นถุงก็ประมาณ 1 บาท ถึงจะพอแจก  ได้เงินไปโรงเรียนวันละ 1 บาท (ม1-3) บาทเดียวก็มากนะ เพราะก๋วยเตี๋ยวชาม  ละ 25 สตางค์ ถ้าเงินเหลือกลับบ้าน แม่ก็เพิ่มให้ครบบาทสำหรับวันต่อไป ก็ไม่ ได้ทักท้วงอะไร เต็มบาทก็ไปเรียนได้แล้ว ช่วงไปเรียน ม.ปลาย 2501-2503  ก็เห็นเพื่อนจัดฉลองวันเกิด มีชวนกันไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว มีเค้กมาเป่าเทียนใน  ห้องเรียน ชั่วโมงภาษาอังกฤษ ครูชอบมาก ช่วยแนะนำการร้องเพลง ตัดเค้ก  มีคนจัดอยู่สองสามคน ลูกคนมีสตางค์ เราก็ยินดีด้วยรอรับแจกขนม
.........ปี 2504 จบ ม.6 อายุ 16 ปี เขามีสอบบรรจุเข้ารับราชการ ครูประชาบาล  พนักงานเกษตรอำเภอ หลายร้อยตำแหน่ง ได้แต่เสียดาย อายุไม่ถึง 18 ปี ไม่ได้เรียนต่อ ตกงานเขาเรียกเตะฝุ่นอยู่บ้าน ปี 2506 ไม่มีแล้วเลื่อนไปรับวุฒิระดับ  สูงขึ้น ครูก็ต้องมีวุฒิครู ป.กศ. เตี้ย ถึงสมัครได้ ก็เตะฝุ่นต่อ ลืมฉลองวันเกิดไป  ได้เลย แถวบ้านไม่มีใครเขาจัดหรอก อยู่บ้านก็ทำไร่ทำนา 2505-2510 หลายปี  เชียวชาญนา มีความรู้ประสบการณ์ถึงระดับเชี่ยวชาญเลยแหละ วัดจากอะไรล่ะ... ทำ  เครื่องมือใช้สำหรับทำไร่ทำนาได้เองไม่ต้องซื้อคนอื่น ทำอะไรบ้าง คราด ไถ  เชื่อกเส้นเล็ก เชือกคร่าว เครื่องจักสานพวก ตะข้อง แงบ ไซ ลอบ ลงนาต้องมี  ทำกระท่อมนาได้เอง อย่างน้อยก็กระท่อมไม้ไผ่ เสา ฟาก หลังคามุงแฝก ใช้ได้  ไปเหล่ลูกสาวบ้านไหนก็ยินดีต้อนรับเชียวนา สงสัยมัวแต่วุ่นวายกันภาระงานมาก  ไปเลยลืมฉลองวันเกิดไปเลย
........ปี 2510-2516 อุปสมบท แรกก็บอกเราว่าให้บวชพรรษาเดียว สึกออกมา  จะจัดแต่งงานให้ สาว ก็คนรู้จักกัน นาติดกัน เป็นคนดีด้วยนะขยันมาก ๆ พ่อแม่  เราจองไว้ให้ แต่เราแค่รู้จักคุ้นเคยธรรมดา ยังไม่เคยคิดไกลปานนั้นหรอก พอ  ได้บวชก็ติดการศึกษาเล่าเรียนทางธรรม ครบสามเดือนก็ไม่สึก ไปต่อ ได้เรียน  นักธรรม บาลี เทศน์หกกระษัตริย์ เทศน์ปุจฉาวิสัชชนา จบนักธรรมเอก ได้เปรียญ  สี่ประโยค เทศน์หกกษัตรย์ได้ เทศน์สองธัมมาสน์ได้ เป็นครูสอนนักธรรม เป็น  ครูสอนบาลี เป็นครูสอนการศึกษาผู้ใหญ่ เป็นเลขานุการเจ้าคณะอำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ดีที่สึกเมื่อปี 2516 ไม่งั้นไปเป็นเจ้าคณะอำเภอแน่นอน เพราะมี  ตำแหน่งว่างลง ชาวบ้านมาขอพระเปรียญไปเป็นเจ้าอาวาส คั่วตำแหน่งเจ้าคณะ  อำเภอ เพราะพระในพื้นที่ไม่มีพระเปรียญ ชาวบ้านเขาอยากได้ เสียดายมาช้า  เพราะเราลาสิขาบทแล้ว ได้แต่หัวเรากัน โยมพวกนี้เคยมานิมนต์ไปเทศน์เลย  รู้จักเรา
........เอ...เล่าไปก็ยาวไปเรื่อย ๆ กลับเข้าสู่สาระสำคัญที่อยากจะบอก ก็วันเกิด  นั่นแหละ ตอนบวชนี่เองไปรู้เรื่องความทุกข์ แบบที่สวดบ่อย ๆไง ทุกขอริยสัจ   "อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อริยสัจจัง (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แลเป็นทุกข์   อย่างแท้จริง) คือ ..ชาติปิ ทุกขา (ความเกิดก็เป็นทุกข์) ชราปี ทุกขา (ความแก่ก็เป็น   ทุกข์) มรณัมปิ ทุกขัง (ความตายก็เป็นทุกข์) โสกปริเทวทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ   ทุกขา (ความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็   เป็นทุกข์) อัปปิเยหิ สัมปโยโค ทุกโข (ความประสบกับสิ่ง ที่ไม่เป็นที่รักทั้งหลายก็   เป็นทุกข์) ปิเยหิ วิปปะโย.โค ทุกโข (ความพลัดพราก จากสิ่งที่รักทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์)   ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง (ปรารถนาสิ่งใดแล้ว ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์)   สังขิตเตน ปัญจุปา ทานักขันธา ทุกขา (โดยย่อแล้ว อุปาทาน หรือความยึดมั่นในขันห้า   (ตัวเรา) ล้วนเป็นทุกข์)"
..........การเรียนการสอนในห้องเรียนนักธรรมก็ย้ำเสมอว่า ชาติปิ ทุกขา ความเกิด  เป็นทุกข์ แล้ววันเกิดล่ะ ก็เล่าตอนต้นแล้วทุกข์ของแม่และความวิตกกังวล  ของพ่อ มาหาวันเกิดนั่นแหละ วันเกิดของเราจึงเป็นทุกข์แน่นอนไม่มีใครเถียง  เพราะเกิดนั่นและสาระพัดทุกข์จึงตามมา เราต้องดิ้นรนเพื่อหนีทุกข์กันตลอดเวลา  หนักกว่าใครก็คือทุกข์เพื่อความ"เป็นอยู่" หายใจไง หยุดเมื่อไร ก็ไม่เป็นอยู่แล้ว  แต่จะ "ตายไป" ดีที่หายใจมันไม่ใช่งานหนักที่เหน็ดเหนื่อย เลยทำได้สบาย ๆ  ส่วนทุกข์ที่ต้องดิ้นรนเพื่อความเป็นอยู่ อย่างสะดวกสบายก็คิด ดิ้นรนศึกษาเล่าเรียน ทำมาหากิน ไม่งั้นก็ทุกข์มาเยือน ไม่มีอันจะกิน ไม่มีอันจะบริโภค อาบเหงื่อต่างน้ำกันนั่นแหละ ชาติ เป็นทุกข์ การดิ้นรนต่าง ๆ เป็นทุกข์ตามมาหลังจาก  ชาติ แล้ว สรุปนะว่า ชาติ เป็นทุกข์ ของแท้ ทุกข์อริยสัจทีเดียว
.........เราฉลองวันเกิด ก็หมายถึงเฉลิมฉลองให้ "ชาติ" คือ ทุกข์ ของเรานั่น  แหละ หรือจะเรียก การฉลองวันชาติของเรา ก็ได้นะแต่คนละวันกับ 24 มิถนายน  นั่นของชาติไทยเขา ก็เลยมาถึงสิ่งที่สงสัยก็คือ เมื่อ ชาติปิ ทุกขา ใครชาติปิ ก็  ทุกข์เหมือนกันหมด ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านวิ่งหนีทุกข์มาตลอด ที่บอก  ว่าหา"โมกขธรรม"นั่นแหละ ธรรมที่จะช่วยให้ โมกข=หลุดพ้น (จากทุกข์) ท่าน  หาแบบเอาเป็นเอาตาย 6 ปี ที่เราเห็นภาพเขียนร่างกายซูบผอมมากนั่นแหละ  ท่านหาสิ่งที่จะช่วยให้พั้นทุกข์ จนท่านบรรลุอริยสัจ พ้นทุกข์เสียได้ มาถามพวกเรากันดูว่า ทำไมเราจึงยังเฉลิมฉลองวันความทุกข์กันอยู่ ผิดไหมที่เราดีใจวัน  แห่งทุกข์(ชาติ) ไม่ผิดหรอก แต่ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ปลายทางคือ รู้จัก  ชาติปิ ทุกขา แล้วก็พัฒนาตนเองมิให้ทุกข์เบียดเบียน เพราะรู้แล้วว่าหลัง ชาติปิ  ทุกขา แล้ว ทุกข์อื่น ๆ จะตามมามากมาย เตรียมรับมือให้ดีแล้วกันครับ อยากจะเล่าสู่กันฟังแค่นี้เอง แต่มือมันคีย์ไม่หยุด เรื่องเลยยาว สวัสดีครับ