วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560

4.แวะเยี่ยมป้าเพชร บ้านไร่พวย...40




4. ป้าเพชร ศิริหล้า บ้านไร่พวย
..........พ่อตาผมเป็นครูโรงเรียนประจำจังหวัดเลย แกเรียนจบ ป.ม.จากกรุงเทพสมัยโน้น ดังมาก สอนคณิตศาสตร์ เชียวนา นายคูณ สิริหล้า แม่ยายชื่อ วรรณดี สิริหล้า มีน้องชายน้องสาวมากมายหลายคน จัดเป็นตระกูลใหญ่ใน จังหวัดเลยทีเดียว พ่อตามีบุตรชายสองบุตรสาวสอง ดังนี้
...........1. นายอารีย์ ศิริหล้า แต่งงานกัน นางเพชร ศิริหล้า (ที่ผมเรียกป้าเพชรบ้านไร่พวย)
...........2. นายสุระ ศิริหล้า แต่งงานกับนางสมานลักษณ์ ศิริหล้า
...........3. นางบุญเจือ ศิริหล้า แต่งงานกับ นายอุดม ชุมพล
...........4. นางกาญจนา ศิริหล้า แต่งานกับนายขุนทอง ศรีประจง
............ลุงอารีย์เป็นครู ลุงสุระเป็นช่างไฟฟ้า ทั้งสองเสียชีวิตนานแล้ว คนที่ 4 ครูกาญจนา นี่ก็เสียชีวิตแล้ว ผมเป็นคนจัดการงานศพให้เขาเอง รวมทั้งดูแลลูกสาวสองคนลูกชาย 1 คน ให้คุณกาญขนาด้วย เพราะเป็นภรรยา กระผมเอง ตอนนี้เหลือ ป้าเพชร ป้าสมานลักษณ์ และป้าบุญเจือ ป้าบุญเจือได้พบกันแล้วที่บ้าน เพราะแกเก็บกุญแจ บ้านไว้ให้ สวัสดีปีใหม่ด้วยเสื้อกันหนาวไป 1 ชุด วันที่ 2 มกราคม 2560 พวกเราจะเดินทางกลับกัน พอดี ผ่านบ้านไร่พวย เลยอยากแวะสวัสดีปีใหม่ป้าบ้าง
............ป้าเพชรเป็นสะใภ้ใหญ่ มีลูกหลายคน ส่วนมากมีครอบครัวแยกย้ายกันไป ที่อยูใกล้และดูแลป้าตลอดคือ ลูกสาว ครูติ๋ว ผมรู้จักป้าเพชร เพราะตอนตามจีบครูแก้ว เขาพักอยู่บ้านป้าเพชร แถมสอนโรงเรียนบ้านไร่พวยที่มี ครูใหญ่คือ นายอารีย์ ศิริหล้า เคยมาเยี่ยมป้าบ่อย มาทีไรก็จับปลาในบ่อข้างบ้านต้มยำให้กินประจำ ก็คุ้นเคยกันดี จนได้แต่งกับน้องสาวเขาครูแก้ว กาญจนา สิริหล้านั่นแหละ เลยกลายเป็นญาติกันอัตโนมัติ ป้าเป็นคนใจดี พูดเก่ง ลูกชายแกก็ดีทุกคน แต่ไม่ค่อยได้เห้น ส่วนลูกสาวครูติ๋ว ไปเรียนหนังสือที่เมืองเลย พักอยู่กับพวกเรา ก็เหมือนพี่น้องกัน ผ่านไปผ่านมาก็แวะถามข่าวสุขทุกข์เสมอ
...........วันนี้ผ่านมาเลยแวะไปสวัสดีปีใหม่ป้า แกนั่งอยู่คนเดียวเลยเขาไปทักทาย เอาของฝากมอบให้ ขอศีลขอพร ถ่ายรูปแล้วก็อำลา ป้าบอกให้แวะครูติ๋วด้วย ขับรถออกมาก็เป็นบ้านครูติ๋ว อยู่ตรงข้ามติดถนน เห็นบ้านเปิดอยู่ มีรถ จอดสองสามคัน มีลูกโป่งห้อยระโยงระยาง แสดงว่าคืนผ่านมาจัดงานฉลองปีใหม่กัน ครูนองสามีครูติ๋วบอกว่าเกษียณ สองปีแล้วนะตา เขาเรียกเราตาเชียว ก็ใช่เรามีศักดิ์เป็นน้องเขยพ่อตาแม่ยายเขา ครูมีลูกสาวสองคน เปิล กับบุ๋มบิ๋ม พี่เป็นครูเหมือนพ่อแม่ น้องเป็นพยาบาล โชคดีไม่มีปัญหาการเลี้ยงลูก นี่ก็เห็นพากันมาสวัสดีปีใหม่พ่อแม่พร้อม หน้าพร้อมตา อ้อเขามีเขย 1 คนแล้ว ก็ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญ สมกับที่เป็นคนดีของพ่อแม่ ผลดีคงตอบ สนองให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป ทักทายกันแล้วก็ถ่ายภาพ ร่วมกัน สมควรแก่เวลาก็ลาจาก 



............ลูกสาวขับรถให้ไม่นานก็ถึงผานกเค้าทางเข้าเมืองเลย หมอกคลุมบาง ๆเลยถ่ายรูปไว้ดูเล่น แวะเข้าห้องน้ำ ซักหน่อยค่อยไปต่อ ถนนช่วงนี้โล่งดี พวกสวนมาก็ไม่ค่อยมีเลยขับรถกันตามสบาย เข้าดงลาน บ้านหัน ชุมแพ ไปตาม ลำดับ เลี้ยวซ้ายไปภูเขียว ยังเป็นทางหลวงหมายเลข 201 แปลกดีนึกว่าหายไปแล้ว ความจริงมันไปสิ้นสุดโน่น ถนน มิตรภาพสีคิ้วช่วงออกจากชุมแพ รถชักหนาแน่น แต่วิง 80-100 ได้ ก็ตามกันไป มาตกใจก็ถึงถนนมิตรภาพนี่เอง เดิมว่าจะไปทางสระบุรี เห็นรถบนถนนมิตรภาพแน่นมาก เลยเปลี่ยนใจจะไปทางปักธงชัย ออกกบินทร์บุรี เพราะขา มาเรามาทางถนนเอเซีย อยุธยาโน่น จึงไม่ทราบ ถนนสาย 304 มีการทำสะพานช่วง ทับลาน อำเภอนาดี ก็เลยถูก หวยอย่างจัง เริ่มติดตั้งแต่เข้าเขาใหญ่ นึกว่ารถติดธรรมดา ที่ไหนได้ ห้าทุ่มก็ยังไม่พ้นเข้าใหญ่ จึงบันทึกเอาไว้ว่า
ทัวร์มหาวิบาก และอัพลงเฟสไปแล้ว จะตัดทอนมาเฉพาะ ที่ต่อเนื่อง หลังจากแวะปั้มน้ำมันใกล้แยกปักธงชัย ดังนี้...
.........แวะปั้มน้ำมันใกล้สี่แยกปักธงชัย เติมน้ำมันแล้วก็เปลี่ยนให้ลูกสาวขับ ตอนแรกรถไม่แน่นนะ วิ่ง 80 พอไปได้ แต่พอถึงปั้มสุดท้ายก่อนขึ้นเขาใหญ่ สมาชิกสมทบมากันแบบมืดฟ้ามัวดิน ความเร็วรถลดฮวบจนไม่ต้องรีบร้อน มาถึง วังน้ำเขียวดูเวลาอ้าวสองทุ่มแล้วปกติ ชั่วโมงเศษก็ผ่านเขาใหญ่ได้ นี่เราเสียเวลาไปแล้ว 5ชั่วโมงได้ครึ่งทางบนเขา ใหญ่ แวะที่พักปั้มน้ำมัน หาของกิน เสียเวลาซัก 10 นาทีก็ออกคลานต่อ เขาแบ่งถนนให้รถวิ่งลงเขา 3 ช่อง แต่ก็วิ่งได้ ความเร็วเท่ากับเดินแต่เอ....เดินน่าจะเร็วกว่าสงสัยเหมือนกันว่าทำไม 3 ช่อง มันย้งช้าอยู่
.........สามทุ่มเข้าเขตอำเภอนาดี ทับลาน คราวนี้สุดยอดยังกะทางวิบาก เราเปลี่ยนคนขับมาขับเอง เห็นข้างถนนรถ จอดเพราะเบรคไหม้บ้าง เพราะหม้อน้ำเดือดบ้างเราก็หวาดเสียวเหมือนกัน ออกมาแต่หกโมงเช้าจนสามทุ่มนี่มัน 15 ชั่วโมงแล้วดีใจนะว่าคงจะหลุดเขาใหญ่ในอีกไม่นาน แต่ผิดมันขยับยากจริง ๆ เลยแวะที่พักข้างทาง ปั้มใหญ่ ๆ ที่ดู เหมือนปราสาทฝรั่งนั่นแหละ ขอนอนซักงีบเถอะ พักได้ยี่สิบนาทีนอนไม่หลับ ขอไปต่อ ตอนนี้สี่ทุ่มแล้ว ถนนเขากำลัง เวียนเทียนทั้งถนนไฟแบบคนเวียนเทียนเต็มถนน รถไม่มีคันไหนวิ่งมีแต่คลาน เห็นรถซิ่งป้ายแดงหลายคันนะแต่ ซิ่งไม่ออก 



...........ช่วงลงเขาใหญ่ก็เจอตัวปัญหาที่ทำให้รถลงเขาสามช่อง ไม่ยอมวิ่งเอาแต่คลาน เพราะเขากำลังสร้างสะพาน ขนาดใหญ่ รถที่มาสามช่อง ตอนนี้ต้องบีบเหลือช่องเดียว แถมยังต้องค่อย ๆคลาน ระวังวัสดุก่อสร้าง เต็มถนน ตรงนี้ เองที่ทำให้รถติดยาวไปจนถึงปักธงชัย หลุดออกมาได้ ก็ได้วิ่งรถซะที ดูนาฬิกา เออห้าทุ่มแล้ว รถยังแน่นถนนอยู่ แต่ วิ่ง 50-60 ได้ ถึงกบินทร์บุรีเลยเลี้ยวขวาเข้าถนนสาย 33 ไปปราจีน นครนายก คิดถึงเพื่อน ๆ ทีขับรถวิบากบนเขา ใหญ่จังเลย สาย33 มันเปลี่ยวมาก ไม่มีรถมาแย่งใช้ถนนเลย เลยเหยียบ 120 กม./ชม. จนถึงศาลพระนเรศวร ปราจีนบุรี ตรงวงเวียนทางขึ้นเขาใหญ่ค่อยปล่อยให้ลูกสาวขับ
..........วิ่งบนถนนสาย 33 ไม่ถึงชั่วโมงก็มาชนถนนกาญจนาภิเษก ขึ้นที่ด่านธัญญบุรี สงสัยง่วงมาก ลูกสาวปลุกอีกที อยู่หน้าบ้าน เขาที่หมู่บ้านภัสสร จตุโชติเวลาตีสองพอดี จากนั้นก็กลับบ้านที่แปดริ้ว ขึ้นทางด่วนที่สุขาภิบาล 5 ไปทางถนนหมาย เลข 9 ผ่านด่านทับช้าง รถกลับจากไปเที่ยว มากเหมือนกัน แต่เห็นวิ่ง100 + ได้ ก็ตามเขาไป สาวด่านพากันหลบ หน้าไปหมด ไม่มีคนเก็บค่าธรรมเนียมเหงา ๆ นะ ยายนั่งมาด้วยก็หลับ หมาน้อยทาโร่ คุกกี้ สองตัว ก็หลับ ถึงบ้าน ที่แปดริ้วเมื่อเวลาตีสาม ยี่สิบนาที รวมเวลาเดินทางวันนี้ กลางวัน 12 ชั่วโมง กลางคืนอีก 9 ชั่วโมง เป็น 21 ชั่วโมง ทาง 500 กม.เศษ มหาวิบากจริง ๆ
.........ตอนนั่งเขียนนี้ เวลา 8.00 น. วันที่ 3 มกราคม 2560 พี่น้องที่ไปอีสานคงจะกลับ หลายคนอาจเลือกผ่านเขา ใหญ่ เลี่ยงได้น่าจะเลี่ยงถนนสาย 304 นะเพราะตรงสร้างสะพานแถวทับลานอำเภอนาดี ความยาวกิโลเมตรเศษ วิ่งได้ทีละคันเดียวรถที่ตามหลังมาน่าจะต่อแถวคลานกันยาวไปถึงกลางเขาใหญ่ มีทางเลียงได้ตั้งหลายเส้น ทาง ตาพระยา เข้ามาทางอรัญญประเทศก็ได้นะ พี่น้องทางอีสานใต้หลบไปทางนั้นคงพอได้
........อีกเส้นถ้ายังเสียดายเขาใหญ่ รถกำลังดี จะเข้าทางปากช่อง ไปลงปราจีนก็ตรงดี แต่ปีนเขาชันมาก รถต้องกำลังดี ถ้าไปเจอขบวนผ้าป่า ก็ลำบากเหมือนกันมีบางคนเขาเลี่ยงไปทางอำเภอมวกเหล็กเข้าอำเภอบ้านนา อำเภอองครักษ์ ต่อสาย 33 เข้ารังสิต ก็สะดวกนะ หรือไม่ก็ไปถนนมิตรภาพนั่นแหละ ถ้ามันแน่นนักก็หลบไปหาถนนสาย 33 ได้อีกแถววิหารแดง มีทางลัดไปได้
.........ขอบจบตอนนี้ไว้แค่นี้ก่อนนะ จะรีบอัพไว้ให้พี่น้องอีสานที่จะกลับไปทำงานที่กรุงเทพ ฯ หรือภาคตะวันออก ได้ทราบข้อมูล ทัวร์มหาวิบากบ้าง ถ้านึกสนุกก็ลองมาถนนสาย 304 ดู สวัสดีครับ

3. เยี่ยมป้าพุด ที่โนนสัง



3. เยี่ยมป้าพุดโนนสัง
..........ป้าพุด ศรีประจง แกหย่ากับสามีตั้งแต่ลูกสาวยังเล็ก กลับมาอยู่บ้านพ่อแม่ เลยใช้นามสกุลว่า ศรีประจง พ่อแก จำปา ศรีประจง แม่ จ้อน ศรีประจง ตอนนี้แกมีน้องสาว เหลือ 1 คน ชื่อ ทุม หอมจันทร์ ปีนี้ 80 ขวบแล้ว มีน้องชายเหลืออยู่ 1 คนคือ ขุนทอง ศรีประจง นี่ก็ 72 ขวบ ย่าง 73 แล้ว อ้อนี่มันชื่อตาน่าเอง ถามป้าพุดแกบอก จำไม่ได้อายุเท่าไร เกิดก่อนมึงแล้วกัน 5 5 5 ใช้ได้สำนวนแบบนี้แหละ ลูกพ่อจำปาละ ตอนที่ 3 นี่จะเล่าถึงไป เยี่ยมสวัสดีปีใหม่ป้าพุด บ้านหนองลุมพุก ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู
..........ไปโนนสังก็เหมือนไปเยี่ยมบ้านเกิด ไปบ่อยปีละหลายหน แม้จะไม่ใช่บ้านเกิด เพราะเกิดที่บ้านแก อำเภอ กมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์โน่น อายุสิบขวบ ครอบครัวพาอพยพมาอยู่หนองลุมพุก สามปีพ่อส่งไปอยู่ชัยภูมิเพื่อ เรียน ม.ปลาย กลับมาอยู่หนองลุมพุก 2504-2510 ปี 2510 พ่อให้ไปอยู่วัด 2510-2516 บวชซะ 7 พรรษา จะเรียก บ้านเกิดก็ได้นา ส่วนหลังจากบวชก็อยู่ที่อื่นจนทุกวันนี้แหละ จะไปบ้านหนองลุมพุก เตรียมของมาจากบ้านแล้ว เป็น เครื่องกันหนาว คุณเหน่ง(ลูกชายผมเอง)ก็ฝากเสื้อผ้ามากล่องใหญ่ คุณยายธนัญธรก็เสื้อผ้า ส่วนของกินก็ปลา แดดเดียวบ้าง หลายแดดบ้าง ผักสดได้จากเกษตรที่สูงภูเรือ ตลาดสดนาอ้อ ตลาดแลงบ้านติ้ว เต็มรถน่าแหละ จะ ออกหกโมงเช้านะบอกคุณหมู เห็นบอกช่วงนี้ขับได้นะพ่อ ทางเรียบง่าย ก็เชครถไว้ให้ ต้มเนื้อเปื่อยให้นิกกี้ หมาเฝ้า บ้าน ตีห้า ออกไปตลาดบ้านติ้ว เขาขายของกินยายชอบมาก ไก่ย่าง ข้าวต้ม ขนม กล้วยทอด เราได้แจ่วบองผักนึ่ง
ข้าวเหนียว หกโมงแล้วกลับมาบ้าน ปล่อยนิกกี้ ปิดประตู่รั้วแล้วก็ออกเดินทาง ตรงเวลา ขึ้นถนนหลวง 201 เลี้ยวซ้าย ไปทางวังสะพุง รถแล่นทางเดียวกับเราไม่ค่อยมี แต่รถสวนเข้ามาเยอะมาก ๆจนแน่นถนน มาเที่ยวกันถึงแต่เช้าเลยนะ
........ลูกสาวขับรถสบาย ๆ แวะปั้มมีร้านเซเว่น เลยแอบไปหากาแฟร้อนกินกับปาทั่วโก๋ที่ได้จากตลาดบ้านติ้ว เขาซื้อของกินเสร็จก็เดินทางต่อ ผ่านมาทางสนามบินเลย 20 กม.ก็ถึงวังสะพุง เลี้ยวซ้ายไปถนนเลยอุดรธานี ผ่านหน้าโรงเรียนศรีสงครามวิทยา เขาตั้งปี 2514 เราบรรจุที่นี่ ปี 2516 มีครูอยู่ก่อนเรา 6 คนกับครูใหญ่ เราคือคน ที่เจ็ด บรรจุพร้อมกัน 6 คน ทำให้ปีนั้นมีครู 12 คน ไปอยู่สามัญศึกษาปี 2539 นานถึง 23 ปีเชียวทำงานที่นี่ ตอนนี้ลูกสาวคนโต ครูนก มาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนนี้ ไม่รู้จะได้ย้ายบ้างไหม เพราะทำงานแบบพ่อ คือทำงานเกินค่าจ้าง แถมคุมฝรั่งได้ทุกคน มันพูดประกิตเก่งกว่าพ่อ ผู้บริหารคงปล่อยง่าย ๆ หรอก อ้อตอนลูกหมู อายุสองสามขวบ แม่เป็นภูมิแพ้ คนเลี้ยงไม่ค่อยอยู่ยืด เลยใส่รถมาที่โรงเรียน ห้องพักมีเครื่องนอนพร้อม ครูที่ ห้องเป็นพี่เลี้ยงให้ พอชอบเดินตรวจ เช้า บ่าย ครูเขาช่วยดู กลับมาก็นั่งโต๊ะตรวจงาน ลูกสาวก็หลับ เป็นแบบนี้ปีเศษ ถึงได้เอาไปฝากโรงเรียนอนุบาล
........ไม่นานก็ด่านวังไห โรงเรียนบ้านนาดอกไม้ แม่หมูน้อยสอนอยู่ที่นี่ 5 ปี ให้ลาออกเพราะสุขภาพแย่งลงทุกวัน ก่อนแถวนี้เป็นทุ่งนา มาวันนี้กลายเป็นสวนอ้อยไปหมด เพราะมีโรงงานน้ำตาลมาตั้ง สองแห่ง แจกโควต้าปลูกอ้อย ให้ชาวบ้าน ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น มะขามหวานยังปลูกกันอยู่ ดูสองข้างทางแผงขายมะขามเต็มไปหมด ยายถาม จะซื้อมะขามหวานไหม ตาบอกอย่าเลย มะขามหวานแถวนี้ ราคาถูกก็จริง แต่หวานไม่มาก อีกอย่างตาก็คุมเบาหวาน อยู่ ไม่อยากแตะมะขามหวาน ก็ผ่านไปกัน เข้าบ้านเอราวัน เห้นประตูโรงเรียนผาอินทร์แปลงวิทยา โรงเรียนมัธยม ประจำตำบลผาอินทร์แปลง ตอนนี้เขาเป็นอำเภอเอราวัณ อยากเปลี่ยนเป็นเอราวัณวิทยาคม แต่ชื่อนี้เขาเอาไป ตั้งให้โรงเรียนมัธยมประจำตำบลเอราวัณไปแล้ว เลยไม่ได้เปลี่ยน โรงเรียนนี้ครูนกลูกสาวมาอยู่หลายปี ไม่ได้ย้าย ซักที จนผู้บริหารได้ย้าย จึงได้ขยับไปศรีสงครามวิทยา ผ่านมาใกล้ตลาดสดเอราวัณ ถามยายจะแวะเยี่ยมตลาดไหม ยายบอกอยากดูตลาดสดบ้านเอราวัณ ก็ตามใจ กลับมารถได้ไก่ย่าง 2 ไม้ มาป้อนคุกกี้กับทาโร่ โหหมาพวกนี้ กินแต่ ของดี ๆ


.........ออกนอกเขตเลยเข้าเขตอำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู ถนนโล่ง ๆ ขับกันตามสบาย ไม่นานก็ถึงหนองบัว ลำภู หมูใช้ทางเลี่ยงเมืองออกทางซ้ายมือ ออกที่บ้านวังหมื่น เลี้ยวซ้ายทางแยกไปโนนสัง 47 กิโลเมตร เลนซ้ายว่าง ตลอด เลนขวารถค่อนข้างมาก พวกเขามาทางเขื่อนอุบลรัตน์ มีถนนข้ามมา ไปอุดร หนองคาย บ้านผือลัดมาที่นี่ พวกเราวิ่งสบาย ๆ จนถึงบ้านกุดดู่ มีโทรศัพท์ถามว่าตาอยู่ไหน ก็บอกไปว่าอยู่บนรถ ถึงไหนแล้ว ตอบว่าถึงกุดดู่ ยายถามว่าใคร ครูหน่อย หลานสาวมาเยี่ยมแม่มันที่หนองลุมพุก แม่มันก็ลูกสาวป้าพุดนั่นแหละ หน่อยถามอยากพา ยายพุดไปเที่ยวนอกบ้านบ้าง ไปไหนดี ก็บอกไปว่ควรพาไปเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่นนะ ไปชมเขื่อน ขากลับ พาไปทานข้าวเที่ยงก็ดี ปกติป้าแกไม่ยอมไปเที่ยวไหนหรอก นอกจากโรงพยาบาล แกไม่ได้เป็นพยาบาลเก่าหรอก ไปรับยาโรคประจำตัวของแกและพบหมอตามนัด เขาหลอกว่าน้าให้ไปทานข้าวที่เขื่อนจึงยอม ครูหน่อยซื้อรถใหม่
พายายออกมาเที่ยวได้สมใจ พวกเราไม่ยอมเข้าไปบ้านหนองลุมพุก รออยู่บ้านโสกจาน ทางแยกไปเขื่อนอุบลรัตน์ รออยู่ไม่ถึงยี่สิบนาทีครูหน่อยก็โผล่มา วิ่งตามกันไป อ้อเขื่อนอุบลรัตน์จังหวัดขอนแก่น ฟังดูไกล แต่ความจริงประมาณ ยี่สิบกิโลเมตรเศษ บ้านป้าพุดอยู่ด้านบนเขื่อน เวนคืนที่นาให้กรมชลประมานสามไร่ ที่เหลือยังใช้ทำนาอยู่ ที่จริงก็ ใช้ได้หมดแหละ เพราะน้ำไม่เคยท่วมถึง เพียงแต่โฉนดมันแหว่งไปเฉย ๆ คือบ้านกับเขื่อนไม่ไกลกัน

.........จากบ้านโสกจานวิ่งไม่ถึงยี่สิบนาทีถึงสันเขาภูพานคำ จอดรถพักให้ลงถ่ายรูปกัน ยายธนัญธรพาลูกสาวลูกชาย เดินอวดชาวบ้าน ถ่ายรูป วิวเขื่อนช่วงนี้เห็นเกาะกลางน้ำสองสามเกาะ นักเที่ยวจากถิ่นอื่นกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ พวก นางแบบกางเกงไม่มีขา เซล ฟี กันจังเลย ส่งเสียงเรียกร้องความสนใจด้วย โถอีหนูเอ้ย ตาอยากดูนะ แต่ลูกหลานมา กันเยอะ ดูไม่สะดวกอ่ะ ขอโทษด้วย แหมขวามือยายธนัญญธร ซ้ายมือลูกสาวคุณหมู ใครจะกล้าไปเหล่ดู ปล่อย ชมวิว ถ่ายรูปจุใจแล้วก็เดินทางต่อ ไม่ถึงสิบนาทีก็เข้าบริเวณเขื่อนอุบลรัตน์ ใกล้ ๆ เอง ว่าจะพาไปจุดบนสุด แต่ไม่มี ที่เดินชมวิว เลยกลับลงมาที่ร้านอาหาร ที่เดินชมเยอะ ปล่อยกันที่นี่ นักเที่ยวก็มีไม่มาก ให้เวลา 1 ชั่วโมง ยายจับ หมาลงมาด้วย ถ่ายรูปกันใหญ่ สนุกกันทั้งคนแก่และเด็ก เพราะไม่เคยเข้ามา จนเกือบเที่ยง จึงชวนไปทานข้าวที่ ร้านอาหารเชิงเขาภูพานคำ ขามาเห็นกันแล้ว มีร้านหนึ่งที่ จัดทำซุ้มรูปตัว ยู หันหน้าเข้าหาเขื่อน ด้านหลังเนินเขา
ถามยายธนัญธรว่า โลเกชั่นแบบนี้ คุกกี้ทาโร่ ทานข้าวได้ไหม ยายบอกเออแบบนี้แหละ ให้เขาต่อโต๊ะอาหารให้ สั่งกับข้าว สาม ที่ ที่ละ 4 คน มากัน 15 ลงได้พอดี ส้มตำลาว 100 โปเซง เผ็ดหน่อย สาม ตำไทยไม่ใส่พริกแต่ รสอย่างอื่นจ๊าบ ๆ 1 ต้มส้มปลากด 3 หม้อ ปลาเผา 3 ตัว ปลาย่าง ไปหยิบเอาเอง มีปลาตะเพียน ปลาหลด ข้าวเหนียวไม่เอา เพราะหอบมา 3 กระติ๊บ ขอข้าวสวยให้ยาย 1 จาน น้ำเอาน้ำเปล่า


.........หลังอาหารครบ บรรยากาศก็เงียบสงบ ยินแต่เสียงซีดซ๊าด ๆ จุ๊บจั๊บ ๆ มันไม่ยอมพูดคุยกันเล้ย กลัวกินไม่ทัน มั้ง ไม่มีปัญหาหรอก สั่งเผื่อไว้แล้ว กินไม่หมดหรอก เพราะมันอร่อยทุกอย่าง ร้านนี้มากินบ่อย ผ่านไปซักสิบห้านาที ค่อยได้ยืนเสียงคุย ส้มตำก็แซบหลาย กูตำอยู่บ้านบ่เห็นแซบ ต้มปลาแบบได๋น้ำแกงมาแซบคัก ขอไปกินบ้านได้บ่อ พ่อใหญ่ เขาเรียกตาว่าพ่อใหญ่ เลยบอกพวกแกกินให้อิ่มก่อนค่อยคุยกัน เรานั่งดูป้าพุด แกกินอาหารได้มากกว่า วันอื่น ๆ หลานสาวบอก ซักสามสิบนาทีสงครามก็สงบ หมดสภาพกินไม่ได้ ขอถุงแม่ค้ามาใส่เศษอาหารไปกินต่อที่ บ้าน มันเอาน้ำส้มตำสามจาน น้ำต้มปลาสามหม้อเทเอาหมด ปลาย่างปลาเผา เรียบเก็บหมด แม่ค้าหัวเราะชอบใจ เลยบอกแกว่าทีหลังพวกนี้มาอย่าทำอร่อย คิดตังพันกับสามสิบบาท จบรายการพายายพุดไปเที่ยวและทานข้าวนอก บ้าน


........ยายธนัญธรชอบใจเห็นป้าพุดทานข้าวเยอะ เลยชวนมานั่งรถด้วยกันกลับบ้านหนองลุมพุก ถึงบ้านลูกหลานมัน คุยกันแต่เรื่องเดินชมเขื่อน เรื่องพวกนางแบบถ่ายรูป และเรื่องกับข้าวอร่อย เราให้ยายเอาของฝากออกมาแจกจ่าย ให้ป้าพุดเลือกก่อน เหลือคนอื่นค่อยหยิบเอา แกหยิบสองสามชิ้น ที่เหลือเด็ก ๆแบ่งกันไป สุดท้ายก็แจกซองบังสุกุล ให้พันบาทเป็นค่ายา ยายพุดพูดไม่เก่งเหมือนยายทุม มีแต่ยิ้ม ๆ เลยแซวว่า หัดบ่นให้ลูกหลานมั่งสิ เวลาเขามาไหว้ จะได้ให้ศีลให้พรเขามั่ง แกหัวเราะหึ ๆ บอกว่า กูเว้าบ่เป็น มึงเว้ายาวแล้ว ครับนี่คิอกิจกรรมไปเยี่ยมป้าพุด ปีนี้แก สุขภาพไม่ดี แต่ก็ยังพุดคุยกันรู้เรื่องอยู่ อายชัยให้พรแกตามสมควรแก่เวลาก็ลากลับตอน บ่ายสองโมง เพื่อหาซื้อ ของตลาดแลงบ้านติ้วเอาไปกินบ้านแปดริ้ว
........หมูขับรถจะพ้นหมู่บ้านหนองลุมพุก เจอร้านของชำให้จอดลงไปซื้อกาแฟให้ซักกระป๋อง เจอผู้ใหญ่บ้านอยู่บ้าน ลูกสาวหนูแป้งออกมาขายของ คุยกันตั้งนาน เลยลงไปถามคนนี้ใคร มันรู้จักพาลูกสาวมาไหว้ ผู้ใหญ่แนะนำว่านี่ แป้งต้องเรียกปู่นะ เออวันนี้นอกจากเด็กเรียกตา เรียกพ่อใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่บ้านมันพาลูกสาวเรียกปู่อีก เลยเรียกยาย ธนัญธลงลงมาอีกคน จะได้เป็นคุณย่าบ้าง พ่อของผู้ใหญ่บ้านวันดี ศรีวิบูลย์ คือ ตาที และยายไค เขาเป็นพี่สาว พี่เขย ของเราเอง ลูกชายเขาเดิมเรียกเราว่าน้ามหา ที่เรียกปู่ก็ใช่ ครู่หนึ่งมาอีกราย สมภาร ยุพาณิช อายุพอกับผู้ใหญ่ เคย ไปเรียนศรีสงครามและราชภัฎเลย พร้อมกัน เป็นหลานชายอีกคน พ่อเขาเป็นน้องชาย ยายไค แม่ผู้ใหญ่บ้านนั่นแหละ นี่ก็เรียก เรา อา มหา ได้ถามไถ่สุขทุกข์กันพอสมควร ก็ลากลับ จบได้ละมั้ง ทีนี้ ขืนอยู่ช้าเดี๋ยวจะมีคนเรียกทวดแน่


ตาเฒ่าเขียน 4 มกราคม 2560

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

2. เดินทางไปเมืองเลย


2. ตอนเดินทางไปเมืองเลย
.......จากกำแพงเพชรไปจังหวัดเลย สามร้อยกิโลเมตรเศษ เดินทางซักห้าชั่วโมง ก็น่าจะถึงมีเวลาเหลือจะพาไปชมที่ท่องเที่ยวซักสองแห่งก็คุ้มแล้ว เอาวัดเนรมิตรวิปัสสนา 1 ที่ หลวงพ่อมหาคำพันธุ์ ท่านเป็นนักวิปัสสนาที่มีชื่อเสียง มาสร้างไว้ตั้งแต่สมัยเราสึกใหม่ ๆ กำลังช่วยกันจัดงานพระราชทานเพลิง ศพเจ้าคณะจังหวัดเลยวัดศรีวิชัยวนาราม ได้หลวงพ่อมหาพันธุ์ช่วยบริจาคเงินจำนวนหนึ่ง ทำให้เราสามารถ จัด งานได้สมเกียรติ เสร็จงานพากันมาคารวะขอบพระคุณท่าน ได้สนทนาธรรมกับท่าน พอจะเข้าใจท่านว่ามีคนศรัทธาท่านมาก ตามมาช่วยสร้างวัดวาอาราม ตัวท่านเองก็ไม่ได้ยึดติดเงินทอง มีมาก็ทำบุญ ห
มด สมเป็นนักวิปัสสนาจริง ๆ ผ่านมาจะแวะไปทำบุญเคารพท่านไม่ขาด ประกอบกับวัดท่านสวยงามมากทั้ง อาคารและบริเวณวัด มีนักท่องเที่ยวผ่านมาเที่ยวไม่ขาด 
........จุดที่สองลูกน้องเก่าสมัยอยู่สามัญศึกษาโพสภาพมาอวด เกษตรที่สูงภูเรือ สถานีวิจัยพืช เคยแวะ
มาเยี่ยมสมัยซื้อรถใหม่ ๆ พาครอบครัวมาทานข้าวกัน ตอนนั้นต้นกฤษณาเพิ่งปลูกได้ซักห้าปี ตอนนี้คงโตมากแล้ว ภาพที่เขาโพสให้ดูงดงามมาก เลยอยากพายายไปเที่ยวถ่ายรูปกัน กำหนดสถานที่จะแวะเที่ยวแล้วก็ วางแผนออกเดินทางแต่เช้ามืด ก่อนเที่ยงให้ถึงเกษตรที่สูง ก็เป็นไปตามแผน เราออกเดินทาง ตีสี่ครึ่งพอดี ตั้งโปรแกรมเนวิเกเตอร์ไปอำเภอนครไทย ทันใจดีจริง มันขี้ดเส้นให้เราขับรถเข้าในเมือง ยังไม่มีคนตื่น สงสัย อากาศหนาวเย็น ไม่นานก็ออกจากเขตเทศบาลเป็นจุดเริ่มต้นถนนหมายเลข 115 มีรถเราคันเดียว ไฟข้างถนนส่องสว่างพอเห็นทางไม่มืดนัก นาน ๆ จะมีรถสวนมาซักคัน อากาศข้างนอกหนาวเย็น อ้าวยายก็หลับ หมูก็หลับ ตื่นเจ้าทาโร่ตัวเดียว มันปีนมาขอนอนตัก ก็โอเคให้นอนได้อย่ายุ่งเหยิงแล้วกัน ดูน้ำมันรถที่เติม เต็มถังวานนี้ เหลือ 1 ใน สี่ ของถัง ถ้าเจอปั้มคงต้องเติมอีก เจอหลายปั้มเหมือนกัน แต่ยังไม่เปิดบริการ ผ่าน ไปซัก 50 นาทีเจอปั้มเล็ก ๆเปิดเติมน้ำมันรถอื่นอยู่ เลยไปต่อคิว เติมเต็มถัง พันกับแปดสิบบาท ทีนี้ก็วิ่งรถ สบาย ๆ ไม่ต้องกลัวน้ำมันหมด
.........ตีห้าครึ่งแล้วยังมืดอยู่ รถเริ่มออกมาวิ่งมากขึ้น สังเกตดูด่านที่ตั้งชื่อซะโก้ว่าหน่วยบริการประชาชน มีเป็น ระยะ ๆ มาเจอด่านหนึ่งสุมไฟผิง เลยแวะไปดู เจ้าหน้าที่สาวสามคนทำงานกับพวกผู้ชาย หน้าตาน่ารักดี ดูจาก เครื่องแบบน่าจะเป็นพวกอาสา สง่างามดีมิน่าพวกผู้ชายจึงหนาวผิดปกติจนต้องสุมไฟช่วย ก็แวะทักทายถามไถ่กันเขาถามทำไมขับรถดึกดื่นคนเดียว มาจากไหนจะไปไหน พอให้ข้อมูลก็หัวเราะ ตาเจ็ดสิบขวบแล้ว มาจาก แปดริ้ว คืนนี้พักกำแพงเพชร จะไปต่อที่จังหวัดเลย ผู้ช่วยขับรถน่ะมี ตอนนี้หลับอยู่ ลูกสาวตาเอง เขาแจกกาแฟ แถมยิ้มให้เลยซัดหมด 1 ถ้วย พักหายง่วงแล้วก็ลา เดินทางต่อ
.........หกโมงเช้าแล้วถึงทางแยก เนวิเกเตอร์ให้เลี้ยวซ้าย เจอแผงขายกล้วยติด ๆ กันหลายสิบแผง แม่ค้าเปิด แล้วสองสามแผง ยายลงไปเดินสำรวจ ส่วนเราเลยไปสุดแถวแล้วจับหมาน้อยลงให้เดิน จะ  ได้ขี้เยี่ยวและหากัดกิน ยอดหญ้าเล่น ไม่นานยายได้กล้วยสุก และมันมา หมาน้อยขึ้นรถแล้วหมูน้อย   ขอขับช่วย สว่างแล้วเห็นทางสะดวก รถไม่มากนัก วิ่งรถตามสบาย ๆ เข้าเขตพิษณุโลกแล้ว ข้างทางมีตลาดสดเป็นช่วง ๆให้เห็น ผู้คนออกมาจ่ายตลาด อยากไปช่วยจ่ายตลาดกับเขาบ้าง ต้องรีบ ๆไป เดี๋ยวยายเอาจริง เพราะของชอบถ้าได้เดินตลาดสด หมูน้อย ตั้งเนวิเกเตอร์ใหม่ ไปด่านซ้าย เพราะอยากเห็นมันให้ขึ้นเขาตรงไหน เลี้ยวไปนครไทยตรงไหน พอเลยวังทอง ก็ไปทางขวามือ เส้นทางนี้มาบ่อยทางเลียบเขาและแก่งหน้าฝนมีน้ำตกให้แวะชมเป็นช่วง ๆ เห็นปั้มใหญ่เลย ชวนกันแวะไปดู มีข้าวสารมาวางขาย สินค้าโอทอป ร้านอาหาร ร้านขนม ถูกใจจริง ๆ ยายเดินหายไปเลย ให้หมู ตามไปช่วยหิ้วของ เราได้มะขามป้อม 1 ถุง หาสมอไม่มี ไปเห็นผักแพวในถุงดำและต้นนกน้อย ต้นละยี่สิบ ซื้อมาสี่ต้น กว่าจะกลับกลัวเฉาไม่กล้าซื้อมาก เก็บของแล้วไปดูร้านอาหาร ขายข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวาน ยายบอกกำลังหิวเลยชวนทานข้าวเช้า สามคนก็สามอย่าง หมูกินก๋วยเตี๋ยว ยายสั่งข้าวราดแกง เราต้มเลือดหมูสูตรมาตรฐาน เสร็จอาหารเช้ายายสั่งต้มเลือดหมูสองถุง พอถามบอกจะเอาไปฝากหมา โหยาย ประชดกันรึปล่าวนี่ ยายบอกที่บ้านต้มโครงไก่ให้หมามัน แม่ค้าไม่มีต้มแบบนั้นเลยเอาไอ้นี่ หมาคง  ชอบ เออยายรักหมาเท่าเราแล้ว
........เดินทางต่อ รถทางเราไม่มาก แต่รถสวนจะไปทางเหนือค่อนข้างมาก ช่วงนี้ถนนสี่เลนวิ่งสบาย ๆ ยายบอกให้หาโลเกชั่นดี ๆ หน่อยพักรถซักครู่ พอดีผ่านมาเห็นลานหญ้าเรียบ ๆ ด้านซ้ายมือเป็นแนวเขา ด้านขวามือเป็น แหล่งท่องเที่ยวไปชมน้ำตก เลยให้หมูแวะจอดรถ ยายอุ้มคุกกี้ ทาโร่ ลงไป หากระบะอาหารมาคลุกข้าวกับต้ม เลือดหมู เลยด่าทาโร่"อ้ายห่า มึงกินเหมือนกูเลยนะ" หมามันไม่สนหรอก คงชอบ หมายายจะกินข้าวต้อง เลือกโลเกชั่นด้วยนะ อยู่บ้านเห็นกินข้างกองขยะ มาเที่ยวทำเป็นเลือกที่  สวย ๆงาม ๆ  หมาจริง ๆ
.........สองโมงเศษถึงทางแยกบ้านแยง เลี้ยวซ้ายเข้าทางนครไทย ถนนว่างดีเลยของีบมาตื่นอีกทีที่ปั้มใหญ่ เลยตัวเมืองมาแล้ว ยินสำเนียงอีสานแบบหลวงพระบาง นึกว่าไทเลย เปล่าหรอกคนนครไทยก็สำเนียงแบบ หลวงพระบางเหมือนไทยเลย สมัยพ่อขุนผาเมือง พ่อขุนบางกลางท่าว อพยพมาตั้งอยู่ด่านซ้ายหลายเดือนจึง ข้ามมาทางนครไทย จนเกิดเมืองบางยาง เมืองราด คงมีพวกตกหล่นอยู่เขตเลยและเขตนครไทยไม่น้อย สอง เขตนี้จึงมีคนสำเนียงหลวงพระบางคล้ายกัน ยายกับหมูเข้าห้องน้ำแล้วก็เดินทางต่อ หมูน้อยขับรถต่อ ไปจนถึง บ้านบ่อโพธิ์ ให้จอดขอซื้อเกลือ 1 ถุง 10 บาท เกลือสินเธาว์น่ะยาย บ้านนี้เขามีบ่อน้ำเค็มตามธรรมชาติ หน้าฝน เค็มน้อย แต่หน้าแล้งนี่เค็มมาก ขนาดตักมาต้มให้น้ำแห้ง เหลือแต่เกลือ ชาวบ้านจึงมีเกลือวางขายหน้าบ้านกันสุดถนนในหมู่บ้าน ชิมดูสิเค็มเหมือนเกลือเลยนะ ยายบอก ก็ใช่สิยายมันเป็นเกลือสินเธาว์ แถวบ้านตาที่กาฬสินธุ์ นามีดินเค็มมาก หน้าแล้งเกิดขี้เกลือลอยขึ้นบนผิวดิน ชาวบ้านจะไปกวาดดินและเกลือมาใส่รางไม้ เทน้ำราดลงไป ให้ละลายเกลือกรองเอาน้ำเกลือไปเคี่ยว ก็จะได้เกลือสินเธาว์เหมือนกัน แต่บ้านบ่อโพธิ์โชคดีกว่า ไม่ต้องกรอง ทรายปนเกลือยาก ตักเอาน้ำเค็มในบ่อไปต้มเกลือกันได้เลย สาวขายเกลือเล่าว่า หน้าแล้งจะทำบุญขุดลอกให้บ่อ
สะอาด แล้วปล่อยให้น้ำซึมใหม่ เป็นบ่อส่วนรวมใครขยันก็ตักเอา จะเข้าหน้าฝนความเค็มน้อยถึงเลิก     ทำเกลือ กัน
........ลูกสาวจอดรถชมวิวเมืองด่านซ้าย กลางวันก็เห็นหลังคาบ้าน กระจายไปทั่วแอ่งเขา เห็นภูเขาสลับซับซ้อน แบบเมืองเลย มีบ้านคนแทรกตามไหล่เขา เห็นควันไฟลอยเหนือหมู่บ้าน ยังกะกลุ่มเมฆ ถ้าเป็นกลางคืนไม่เกิน สามทุ่มจะสวยมาก เพราะชาวบ้านเปิดไฟทุกบ้าน มองไปไฟระยิบระยับยังกะดวงดาว กลางคืนจะเห็นรถจอด ชมดาวกันเป็นแถว ถ่ายรูป ฮือฮากัน นึกว่ายืนอยู่บนฟ้า ดวงดาวอยู่ต่ำกว่าที่เรายืน เราขับรถลงเขาให้ลูกเพราะ สูงชันและคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา หมูบอกหวาดเสียวพ่อช่วยหน่อย เราผ่านตรงนี้ไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว ก็ไม่ นึกกลัวค่อย ๆลงไปไม่นานก็ถึงจุดหมายวัดเนรมิตวิปัสสนา เลี้ยวขวา 5 เมตรก็ประตูวัด ปีนขึ้นเขาอีกสักพักก็เป็น พระอุโบสถศิลาแลงหลังใหญ่มาก เห็นหลวงพ่อพันธุ์บอกตั้งงบไว้ 100 ล้านบาท แต่มันเกินแล้วเพราะแต่งเติม ไม่หยุดจนกลายเป็นวัดที่สวยงามมาก คนมาเที่ยวนมัสการไม่ขาด วันนี้คนไม่มาก เลยนมัสการกันเต็มที่ไม่มีคนแย่ง เรามาวัดนี้เพื่อกราบศพหลวงพ่อ เขาไม่ได้เผานะ ใส่โลงจำปาเก็บไว้บนศาลาเฉพาะ จากนั้นก็ลงไป ถ่ายภาพสวนหย่อมสวย ๆ ทั้งนั้น เสร็จแล้วค่อยเข้าไปกราบพระในพระอุโบสถ ทำบุญช่วยวัดค่าน้ำค่าไฟและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาวัดวาอาราม จะกลับแล้วไม่เห็นยาย รออยู่นานค่อยโผล่มาทราบว่าไปถวายสังฆทาน สังฆทานวัดนี้ก็หมือนวัดอื่น ๆเขาจัดเป็นครุพลาสติคหุ้มกระดาษแก้ว และแบบผ้าไตร ชุดละ 50 บาท ชุดละ 100
บาท เขาเอาแต่เงินนั่นแหละ ของก็เอาไปวางไว้ให้คนเช่าต่อไป จัดไว้อย่างละ 20 ชุด ไม่เคยหมด สาธุกระผม มากราบคารวะท่านแล้วนะหลวงพ่อ ยังซึ้งในพระคุณที่ท่านเคยเมตตาไม่ลืมครับ


........ออกจากวัดเลยมาไม่ถึงสามร้อยเมตรก็เป็นที่ตั้งพระธาตุศรีสองรัก สัญญลักษณ์จังหวัดเลย ที่เล่ากันว่าสร้าง สมัยพระเจ้าจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยากับพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งเวียงจันทร์ทำสัญญาไมตรีต่อกันเพื่อช่วยรบ กับพม่าที่ชอบราวีทั้งอยุธยาและเวียงจันทร์ ตกลงสร้างพระธาตุไว้ที่ชายแดนเป็นหลักฐาน เป็นพยานแห่งสองกรุงศรี คือศรีอยุธยาและศรีสัตนาคนหุต ไม่ใช่เจดีย์เก็บอัฐิธาตุใด ๆ เลยเรียกชื่อ พระธาตุศรีสองรัก(กัน) แวะขับรถไปดู ยกมือไหว้แล้วออกมา ยายบอกไม่ลงหรอกคนแน่นมาก มาไหว้หลายครั้งแล้ว ผ่านไปเถอะ
.........ขับรถในเขตเมืองเลย ขึ้นเขาลงเขาเป็นเรื่องปกติ ออกจากด่านซ้ายสามโมงแล้ว มาถึงโพนงามมีทางสามแพร่ง ไปหล่มเก่า ไปภูเรือและไปด่านซ้าย หมู่บ้านนี้ตกแต่งถนนสวยงาม ไม้คริสตมาสสีแดงเต็มเกาะกลางถนน เพลินตาดี ผ่านหน้าโรงเรียนวังโพนงาม เคยมาบรรยายการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน หลายครั้ง แนะนำให้ครูสร้างเวบไซท์ ให้โรงเรียนติดตั้งศูนย์เครือข่ายออนไลน์ แนะนำตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เชียวนะ จนเรา เกษียณกระทรวงเพิ่งตื่น แต่ดูจะไม่เอาจริงเห็นพยายามแจกแทปเลตขณะที่ครูยังไม่มีศูนย์บริการเครือข่ายเพื่อ การสอน เด็กต้องเปิดแทปเลตใช้ข้อมูลที่คนขายเครื่องจัดให้ ที่สุดก็มีแต่เกม เสียดายเหมือนกัน เราผ่านเข้าเขต อำเภอภูเรือ เห็นชาวบ้านเพาะชำกล้าไม้ดอกไม้ประดับสุดสองฝั่งถนน มิน่าผลผลิตถึงได้มากมาย ขนาดเคยส่ง ไปช่วยงานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่ ส่งไปประดับถนนราชดำเนินสีเหลือง สีแดงเต็มเกาะกลางถนน ไปจากที่นี่เอง เขา สั่งให้เพาะไว้เป็นหมื่นเป็นแสนต้น เศรษฐกิจภูเรือดีมาก ๆ เลยมาเป็นสวนองุ่นหมอชัยยุทธ เคยแวะชมแต่ตอนนี้เห็น ว่าไม่มีองุ่นให้ชม เลยไม่แวะ จนถึงบ้านร่องจิก ทางเข้าเกษตรที่สูงภูเรือ
..........ทางเลี้ยวขวาเข้าไป 25 กิโลเมตร เคยเข้ามารู้จักสภาพถนนต้องปีนเขาหลายลูก ดีที่ไม่สูงมาก แค่ ใจหายใจคว่ำ มาครั้งก่อนถนนลูกรัง ฝนตกอย่าเลยลื่นมาก มาวันนี้ลาดยางตลอดค่อยสบายล้อรถหน่อย ยายกอดอกเงียบไม่พูดไม่จา สงสัยนับยอดเขาที่ปีนอยู่ มากกว่ายี่สิบลูกแล้วกันค่อยเห็นป้ายเกษตรที่สูงภูเรือ มีนาย ทวารบาลแต่งตัวยังกะพนักงานโรงแรม โบกให้จอดถามไถ่ไปมายังไง แนะนำให้รู้ว่าที่นี่คือศูนย์วิจัยเกษตรที่สูง ตอนนี้มีไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกไว้กำลังสวยคนมาเที่ยวชมวันละมาก ๆ บางคนมาค้างแรมด้วยนะ ที่พักก็มี ถ่ายภาพสวย ๆ ด้านโน้น ไม้ดอกสวยงามมากต้องด้านนี้ ครู่หนึ่งก็ให้ผ่านเข้าไป เรานำรถไปลานจอด แล้วยายกับหมู ก็พากันไปหาถ่ายภาพ ดีนะสมัยนี้ใช้มือถือแทนกล้อง แบตหมดก็ชาร์ทไฟรถได้ หมูมีพาวเวอร์แบงค์ 1 ตัว ตา ก็มี 1 ตัว เชิญตามสบายหายห่วง ลานสวนไม้ดอกไม้ประดับ คนเยอะจริง ๆ เป็นไม้เมืองหนาวก็เยอะ มิน่าคนถึง ชอบมาถ่ายภาพกัน เราเดินไปดูแปลงไม้กฤษณา มาครั้งก่อนยังต้นเล็ก ๆสูงแค่เมตรสองเมตร วันนี้โตมากแล้ว สูงห้าหกเมตรได้ หันไปมองรอบ ๆ ภูเขาทั้งนั้น นับดู 1 2 3...50 เลยเลิกคือมันมากจริง ๆ มิน่าเรียกเกษตรที่สูง เหนื่อยเดิน  ก็กลับมาที่รถ เราเอาสองหมาลงมาเดิน ถามเจ้าหน้าที่แล้วไม่ห้าม เดินผ่านเจ้าหน้าที่สาวสองคนนั่งยิ้ม
ให้เลยแวะถามนั่งทำอะไรกัน เธอชี้ให้อ่านป้าย อ๋อบริการข้อมูลแก่ผู้มาเยี่ยมชม มีอะไรบริการบ้างล่ะ อยากได้ ข้อมูลศูนย์ทำอะไรบ้างมีไหม เธอบอกไม่มี อ้าวแล้วมีอะไรบ้างล่ะ ที่พักค่ะ บ้านพักสองหลัง ลานกางเต้นสามแห่ง บ้านพักต้องจองล่วงหน้า เพราะมักจะเต็ม ส่วนเต้นเอามาเองเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท เช่าคืนละ 200-300 ตามขนาดเล็กใหญ่ ตาจะค้างกะเราไหมคะ แหมหนูถามแบบนี้เดี๋ยวหัวนาคราชก็โผล่หรอก ปฏิเสธการพักแล้วเดินไปหายาย เห็นบ่นหิว ไปร้านอาหาร สั่งต้มยำ ปลาทอด ส้มตำ ข้าวสวย ข้าวเหนียว อร่อยเกินสงสัยเดินเหนื่อยมาก ซัดซะเต็มอิ่ม ออกมาเจอผักกาดขาว หัว  ละกิโลขายยี่สิบ ซื้อมาห้ากิโลกรัมจะเอาไปฝากเขา ทานข้าวเสร็จก็ลาจาก เดินทางต่อ กลับทางเดิมมาบ้านร่องจิก เลี้ยวขวาไปทางอำเภอภูเรือ สองข้างทางสวนเพาะชำไม้ดอกไม้ประดับของ อำเภอภูเรือ ผ่านหน้าโรงเรียนภูเรือวิทยา นี่ก็มานิเทศบ่อย ทั้งเรื่องภาษาไทย และนวัตกรรม การวิจัยชั้นเรียน ผู้
บริหารคุ้นเคยกันเลยเรียกใช้บริการบ่อย ผ่านไปหน้าที่ว่าการอำเภอ กำลังจัดงานเทศกาลไม้เมืองหนาว แผงขายสินค้า แผงขายต้นไม้ดอกไม้ประดับ เต็มสนาม คนขวักไขว่ไปมา ถามยายจะดูไหม ยายส่ายหน้าบอกเหนื่อย ก็ผ่านไป 






.........ภูเรือวันนี้นักท่องเที่ยวมากันเยอะ รีสอร์ท ที่พักผุดขึ้นมากมาย ออกนอกเขตอำเภอมาก็เห็นบ้านสีชมพู คนพาเด็ก ๆ เข้าชม เคยพาหลานมาเที่ยว วันนี้ขอผ่าน จนมาถึงโค้งเกินร้อยศพ แต่ป้ายยังเรียกร้อยศพอยู่ เมื่อปี 2540 ผ่านมาเห็นเรียก โค้ง 100 ศพแล้ว ผ่านมาถึงวันนี้เกินแล้วแหละ ทางมันลงเขาโค้งไปมาแบบเขาพับผ้า พวกเมาแล้วขับไม่รอดหรอก เขาเลยตั้งศาลใกล้ป่าข้างทางไว้ให้ ลงเขามาไม่นานก็ถึงบ้านไร่ม่วง แวะตลาด อบต.ไร่ม่วง สับปะรดไร่ม่วงอร่อยมาก แม้หน้าทนี้จะเปรี้ยวนิดหน่อยแต่ก็ยังอร่อยเลยซื้อมาสิบกิโล จากนั้นก็เดินทางต่อ เข้าเขตเทศบาลเมืองเลย จะผ่านไปทางเชียงคานก่อน มีเป้าหมายไปตลาดสดบ้านนาอ้อ หาซื้อผักและของกินก่อน เวลาบ่ายสี่โมงพอดี ได้ของแล้วก็กลับเข้าบ้าน  ไปถึงบ้านไม่มีเจ้าของบ้าน เลยยึดบ้านซะเลย ลูกสาวคนโตพาครอบครัวไปปีใหม่ที่ขอนแก่น แถม มันสั่งให้เราเลี้ยงหมาให้ด้วย หมาตัวใหญ่มากแต่ไม่ดุกับเราเพราะมันจำเราได้มาบ่อย เลยจับไปมัดโซ่แล้วหาข้าว ให้กิน ตัวเล็กสองตัวยายจัดการให้นอนในกล่องเอาเข้าในบ้าน คนก็ได้กับข้าวที่ซื้อมาทานกันอร่อยมากเพราะมัน เหนื่อยและหิว ได้อาบน้ำอุ่นแล้วก็ได้ดูละครและหลับคาหน้าจอทีวี คืนนี้พักบ้านเลขที่ 65 ถนนมะลิวัลย์ ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลย 42000 ก่อนเคยเป็นบ้านเรานะ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นของลูกสามคน ถึงเวลาแบ่งกันเอง มีอีกแปลงสวนต้นสักก็ให้พวกเขา ตอนนี้ตาไม่มีสมบัติอะไรแล้ว ไปไหนมาไหนไม่มีห่วงสมบัติ พักดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ 






--------------
ตาเฒ่าเขียน 4 มกราคม 2560

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2560

1. ป้าทุมกำแพงเพชร







ไปเยี่ยมพี่สาวที่กำแพงเพชร
.......30 ธันวาคม 2559 -2 มค.2560 ลูกสาว คุณสาวิตรี ศรีประจง ได้หยุด 4 วัน เลยชวนให้ไปเยี่ยมป้า จุดแรก ไปที่กำแพงเพชร ป้าทุม หอมจันทร์(เดิมสกุลศรีประจง) จุดที่ 2 ที่อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัว ลำภู ป้าพุด ศรีประจง อยู่บ้านหนองลุมพุก หยุด 4 วันน่าจะไปเยี่ยมได้ ตกลงไปกัน ถามแม่บ้านคุณธนัญธร ให้เอารถใหญ่ไป จะเอาหมาน้อยสองตัวไปด้วย คุณคุกกี้ คุณทาโร่ ก็เลยหาของฝากให้พร้อมแล้วจะเดินทางวันที่ 30 ธันวาคม 2559
........เช้ามืดเราออกเดินทางประมาณตีสี่ ตาขับรถเอง ออกไปทางถนนสุวินทวงศ์ ดึกขนาดนี้ถนนคงไม่แน่น ใช่จริง ถนนโล่งขับสบาย ๆ ตีห้าเศษก็ถึงบ้านพักหมู รับลูกแล้วก็ออกเดินทาง วางแผนไว้จะไปถนนเส้น 340 ผ่านสุพรรณ สามชุก ชัยนาท แต่พอขึ้นทางด่วนปรากฎว่าถนนไม่แน่น รถไม่มาก เลยไปเส้นถนนเอเซีย คุณหมูอยากขับ แต่เห็นง่วงอยู่เลยให้พักก่อน ตาขับไปเรื่อย ๆ มีรถประสบอุบัติเหตุ สองสามราย ไม่เสียเวลาเพราะเขากันรถออกจากจุด เกิดเหตุไม่ให้ไปมุงดู ส่วนมากเป็นเฉี่ยวชน คงเพราะง่วง บนถนนรถไม่แน่นเลยพอวิ่งได้ 100-120 เราก็ไปเรื่อย ๆ ไม่เห็นอะไรหรอกยังเช้ามืดอยู่ จนเข้าเขตจังหวัดนครสวรรค์ แวะปั้มข้างทาง เห็นร้านขายต้มเลือดหมู ข้าวราดแกง ก็ไปลองอร่อยใช้ได้ ไม่แพง อ้อได้ปล่อยหมาน้อยลงไปเยี่ยวบ้าง มันนั่งมานาน
........สว่างแล้วรถเริ่มแน่นถนน เราออกจากที่หยุดพัก มาเห็นแผงขายปลาแดดเดียว ปลาช่อน ปลานิล ปลาตะเพียน ยายสงสัย ทำไมมีปลาแดดเดียว ถามแม่ค้าบอกมีคนเขาทำมาส่ง นครสวรรค์มีแม่น้ำมารวมกันหลายสาย ปลาชุม แต่ยังราคาแพงอยู่ เพราะคนกินมากกว่าคนหาปลา ยายซื้อไปฝากญาติพี่น้องได้ปลากล่องใหญ่ แล้วก็เดินทางต่อ ช่วง นี้หมูน้อยอาสาขับให้ไม่ง่วงแล้ว โถพระอาทิตย์ขึ้นแล้วจะไปง่วงทำไม ขับก็ขับ ได้เลย
........ยายถามว่าหมูขับได้เหรอ เห็นขับแต่แจสคันเล็ก ๆ ขับรถใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง เราก็ขำ ๆนะ ยายคงลืมไปแล้ว ว่าตอนหัดขับรถใหม่ ๆ เราให้ใช้คันนี้หัดขับจนไปสอบใบขับขี่ได้ มาขับวันนี้จะไปแปลกอะไร หมูคุ้นรถเราอยู่ แล้วก็เลยไม่มีปัญหา ปัญหาน่าจะมาจากถนนรถแน่นไหม ปรากฏว่าถนนว่าง ขับสบายถึงทางเลี่ยงเมืองมีป้ายบอก ไปกำแพงเพชร ดูเนวิเกเตอร์ก็ขี้เส้นสีชมพูให้เลี้ยวซ้าย ไม่มีเสียงบอก หมู ถามว่าทำไม เมื่อก่อนพูดบอกทางเสมอ ก็บอกว่าปิดไว้เพราะมันพูดดังจนหนวกหู เลยเปิดให้ฟังเสียง หมูบอกเสียงดังไป ปิดไว้ดีแล้วพ่อ ดูหน้าจอเอา เก่งนะวิ่งเกือบ 100 กม./ชม. ประมาณสองโมงเช้าก็ถึงกำแพงเพชร ถามเนวิเกเตอร์ รีสอร์ทที่จองไว้อยู่ตรงไหน มันขึ้นแผนที่ให้ ดูเลย หมูถามว่ามันบอกได้ขนาดนี้เลยหรือพ่อ อ๋อมันไม่รู้หรอก มันนึกว่าเราถามแผนที่มันเลยบอกอยู่ตรงไหน ขีดเส้นให้ดูด้วย เลยพาเข้าที่พักก่อน ทางรีสอร์บอกห้องพักว่าง เอาของไปเก็บไว้ก่อนได้ บ่าย ๆ ค่อยกลับมา รีสอร์ท อยู่ริมฝั่งน้ำปิง ใกล้ราชภัฏกำแพงเพชร มาพักแถวนี้บ่อย ถนนเส้นนี้มีที่พักหลายสิบแห่ง เสร็จธุระเรื่องที่พัก ก็จะออก ไปเยี่ยมป้า
........บ้านป้าอยู่ไหนพ่อ หมูน้อยถาม เลยกดเนวิเกเตอร์ให้ดู บ้านหนองกองเหนือ ตำบลนาบ่อคำ ยี่สิบกว่ากิโล เมตร ขับรถคงไม่ถึงสามสิบนาที หมูหัวเราะบอกไปตามเส้นสีชมพูนี่แหละพ่อสบายมาก กำแพงเพชรวันนี้เป็นเมือง ท่องเที่ยว มีโบราณสถานได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เช้าอยู่ไม่มีนักท่องเที่ยวมากนัก ถนนหนทางก็ว่างดี วิ่งรถมาไม่ถึงสิบนาทีจากตัวเมืองมุ่งไปนาบ่อคำ ผ่านแผงส้มตำนึกเปรี้ยวปากเลยแวะไปคุยกับสาวแม่ค้า จนได้ข้อมูลว่า ตำได้หลายสูตร ปูปลาร้า ตำไทย ตำทะเล ตำป่า ตำถาด ได้หมด ก็เลยแซวว่า ตำแบบคนแก่ให้หน่อย ตา 72 ขวบ แกหัวเราะย้อนถามว่าตำแบบไหน พริก 2 เม็ด กระเทียมสามกลีบ มะเขือเทศเล็กนี่ 5 ลูก มะขามมะนาวไม่เอา ปูเค็มไม่เอา น้ำตาลไม่เอา ปลาร้า 2 ช้อน อ้อเธอมีมะกอกขอครึ่งลูกนะ ชูรสใส่ได้นิดหน่อย น้ำปลาชิมก่อนค่อยเติม สาวงง ๆ ทำเสร็จแล้วชิมส่ายหน้า หนูไม่เคยตำสูตรนี้ เราชิมให้เติมน้ำปลานิดหน่อยก็จบ ใส่ถุงจะเอาไปกินบ้านป้า มีไก่ย่างด้วย ขอแบบส้นตีนล้วน ๆ สาวมองหน้าถามว่ากินได้หรือคะตา ได้สิหนูถึงฟันไม่ดีแต่มีตัวช่วยนะ อะไรหรือ คะ อ๋อ บนรถมีหมาน้อยสองตัว มันชอบย่างกระดูกขาไก่ ตาแทะนิดหน่อยที่เหลือปล่อยพวกมันจัดการ เธอหัวเราะ จัดมาให้ 5 ไม้ 50 บาท
.........หลานสาวโทร.ถามว่าถึงไหนแล้ว เลยแกล้งบอกว่า กำลังหาทางเข้าบ้านป้าอยู่ อ้าวมาหลายครั้งจำไม่ได้หรือ เขาเลยอธิบายใหญ่เลย ที่จริงเรานั่งอยู่กับป้าทุมแล้วแหละ เห็นหลานสาวมันไม่อยู่บ้านให้เรามาเก้อก็เลยแกล้งมัน ป้าทุมปีนี้ 80 ขวบแล้ว แก่กว่าเรา 8 ปี สุขภาพก็ร่วงโรยไปตามอายุขัย เห็นตู้ซักผ้าใหม่แกะกล่องวางอยู่ เลยถาม ว่าเอามาจากไหน ป้าบอกลูกสาวเอามาลงให้ อ้าวใครคนไหน แก่ปูนนี้มันจะให้แม่ซักผ้าให้หรือ ป้าหัวเราะบอกว่าเปล่า เขาเห็นเราใส่เสื้อผ้าเก่า ๆไม่สะอาด คงนึกว่าเราไม่ค่อยซักผ้า เลยหาเครื่องซักมาให้ ใช้เป็นไหมล่ะ ป้าว่าเขาสอน พี่ชายถึงวิธีใช้คงรู้กันแล้ว ก็เข้าใจ ถามหาของกิน แกยกออกมามี น้ำพริก ทอดเขียดแดดเดียว ทอดปลาส้ม ส้มตำ เราก็เอาของกินที่เตรียมมาออกมาวางบ้างแล้วก็กินข้าวเที่ยงกัน แต่ป้าไม่กินด้วยบอกอิ่มแล้ว เห็นแกมาเยี่ยมฉันกิน ไม่ลง มันอิ่มแล้ว อร่อยนะของกินแบบเดิม ๆ สมัยเด็กป้าทุมเขาทำแจ่วบอง ต้มผัก ให้กินก่อนไปโรงเรียนบ่อย ๆบางวันก็มีกบ เขียด กะปอม ไข่ต้ม วันนี้ได้ชิมฝีมือป้า
.........ทานข้าวเสร็จก็ถามข่าวสุขทุกข์กัน ยายธนัญธร มีศักดิ์เป็นน้องสะใภ้นะ ก็คุยกันได้ดีเพราะมาหลายครั้งแล้ว กับหมูน้อยก็คุยกันได้เรื่องได้ราวมาครั้งที่สี่แล้ว เสร็จทักทายกันพอสมควรก็จัดพิธีบังสุกุลเป็นให้ป้าทุม บอกแกว่า ทำตอนป้ามีชีวิตอยู่นี่แหละ จะได้รู้ว่าเอาอะไรมาทำบุญบ้าง เสื้อกันหนาวก็หลายผืนนะ ใส่เองก็ได้ ให้ลูกหลานก็ได้ มีเสื้อใส่เล่นไว้แจกลูกหลานอีก ส่วนในซองปัจจัย 1000 บาท สำหรับไว้ซื้อของกิน ซื้อยากินยามไม่สบาย พวกเรามาเยี่ยมโอกาสปีใหม่ มาขอสมมาคาระวะ ของโทษขออภัยหากเคยล่วงเกินด้วยกายวาจาใจ ก็อโหสิกรรม ให้พวกเราด้วย และโอกาสนี้พวกเราขอตั้งความปรารถนาดี วานสิ่งศักด์สิทธิ์ช่วยบันดาลให้ป้ามีแต่ความสุขความเจริญปลอดจากโรคภัย ขอให้แข็งแรงอายุมั่นขวัญยืน อยู่กับลูกหลานนาน ๆ สาธุ ป้าแกก็ให้ศึลให้พรเราบ้าง จบการเยี่ยม ป้าทุม เวลาที่เหลือจะพากันไปชมอุทธยานประวัติศาสตร์ ยายต้องเฝ้าบ้าน ลูกหลานไม่อยู่ซักคน ก็เลยไปกันเอง
...........อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อ 12 ธันวาคม 2534 ข้อมูลทราบว่าทาง องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและศรีสัชนาลัย ชื่อว่า"เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns)" มีสถานที่สำคัญ ๆ หลายรายการเช่น สระมน พิพิธภันฑ์ ศาลพระอิศวร วัดพระแก้ว วัดพระธาตุ วัดพระสี่อิริยาบถ และวัดช้างรอบเป็นต้น ตาเองเคยมาหลายครั้งแล้ว มากับหมูน้อยครั้งหนึ่ง ส่วนยายธนัญธรบอกปวดขาไม่อยากเดิน มาก เลยชวนเข้าไปชมพิพิธภันฑ์ ก่อนค่อยนั่งรถชมทั่วบริเวณ
...........ภาพ รูปปั้น สิ่งของ สมัยโบราณที่นำมาจัดแสดงล้วนน่าสนใจ เจ้าหน้าที่บอกว่า ส่วนมากเป็นของที่ได้จาก พื้นที่ มีทั้งที่ขุดพบเองและชาวกำแพงเพชรนำมามอบให้ มีทั้งพวกปูนปั้น ดินเผา โลหะ เดิมเป็นส่วนประกอบของร รูปปั้น เจดีย์ วิหาร เทวรูป พระพุทธรูป เครื่องมือ ของใช้ และอาวุธ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของคนสมัยโบราณ ถ่ายภาพไว้ค่อนข้างมาก น่าสนใจทั้งน้ัน
...........นั่งรถชมบริเวณอุทธยานประวัติศาสตร์ ชมพระพุทธรูปปางยืน ปางนั่งและปางนอน ขาดไปปางเดิน ก็มัน ทำยากนี่นา ถ้าเป็นวีดีโอ ก็พอไหวนะยาย ตรงนี้เขาเรียกวัดพระสี่อิริยาบถ ดูความยิ่งใหญ่ของคนสร้างต่างหาก อีกวัดชื่อวัดพระแก้ว เหลือแต่ซากปรักหักพัง มีพระพุทธรูป เจดีย์ เสาก่ออิฐ ให้เห็นเป็นร่องรอยความสามารถของ ช่างสมัยโบราณ อ่านดูประวัติเป็นเล่าว่าพระแก้วมรกตเคยถูกอัญเชิญมาประดิษฐานที่พระอุโบสถวัดนี้ จึงได้ชื่อวัด พระแก้ว ก่อนที่จะถูกนำไปประดิษฐานที่เชียงราย สิ่งของมีค่ามากถูกนำไปไว้หลายแห่ง เคยไปเที่ยวเวียงจันทร์ มีชื่อวัดพระแก้ว ที่พระแก้วมรกตเคยอยู่ที่นั่น เห็นว่าเป็นองค์เดียวกัน วัดช้างรอบ มีเจดีย์ใหญ่ที่เหลือแต่ฐาน มี กำแพงช้างรายรอบเป็นรูปหัวช้างยืนหันหน้าออก เลยเห็นแค่สองขาหน้า อ่านคู่มือเห็นบอก 68 เชือก ไม่เคยนับนะ ดูแล้วก็ชื่นชมความพยายามของคนสมัยนั้น ช่างอดทนทำได้ยิ่งใหญ่จริง ๆ
.........เหนื่อยกันแล้วก็พากลับ ไปหาซื้อกับข้าวในตลาดไปทานที่รีสอร์ท ทางรีสอร์มาบอกให้ย้ายไปพักด้านหลัง เพราะมีสุนัขมาด้วย แต่ยังไม่ทันได้ย้าย คุณทาโรไปฉี่ใส่ผ้าเช็ดเท้าเขาก่อน เลยตกลงให้พักตามเดิม เราจองไว้สอง ห้อง ก็สะดวกดี บรรยากาศเงียบสงบ อากาศดี แต่มีหมาไปเยี่ยวใส่ก่อน ยายขอโทษเจ้าของรีสอร์ทเขา ความจริง เรามีกล่องหมานอนมาด้วย แต่ยังไม่ทันได้กาง เราทานอาหารเสร็จก็แยกกันเข้านอน ตกดึกหมูน้อยไอถี่ ๆ เลยพาไป โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ๆ 1.4 กม.เอง ได้ยามากิน กลับมาที่พักก็ตีสี่แล้ว เลยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมเดินทางไป จังหวัดเลย ขนกระเป๋าใส่รถไว้ ให้หมาน้อยเฝ้าบนรถ ตายืนข้างประตูด้านขวา ยายกับน้องหมูไปแจ้งทางเจ้าหน้าที่ มาตรวจความเรียบร้อยห้องพัก เพราะเราจะเดินทางตอนเช้า เขามาตรวจแล้วกลับไปนอน ไม่บอกซักคำว่าเรียบร้อย หรือมีปัญหาอะไร ยายชวนหมูไปถาม กลับมาจะออกรถ หมาน้อยหายไปทั้งสองตัว ยายตกใจวิ่งหากันใหญ่ แถมว่า เราไม่ดูหมาอีก เลยจีบปากส่งเสียงเรียก เดี๋ยวเดียวเจ้าทาโร่วิ่งมาหา พออุ้มมันจะเลียปากให้ได้ บ้าจริง ตูเห็นนะ
ทาโร่ แกดมตูดคุกกี้มาหยก ๆ จะมาเลียปากกันได้ไง ยายหัวร่อ ได้มาครบแล้วก็ออกเดินทาง ตีสี่ครึ่ง หมูน้อยหาว หวอด ๆ ไม่ได้นอนมั่วแต่ไอ เลยให้นั่งหลับไปก่อน พ่อจะขับให้ตื่นแล้วค่อยมาเปลี่ยนกัน











วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ไปเที่ยววันเสาร์



............วันนี้ 29 ตค. 2559 ชวนแม่บ้าน คุณธนัญธร ณรงค์หนู ไปหาซื้อปลาเค็มที่อ่างศิลา ชลบุรี
เพราะที่เก็บไว้ใกล้จะหมดแล้ว ทอดสองครั้งก็คงหมด แทบไม่ต้องรอคำตอบเพราะทราบตั้งแต่ยัง
ไม่ถามว่า ยายต้องไปแน่ เลยลงไปเช็ครถ เช็คหมา รถเรียบร้อยดีเพราะเอาไปเช็คที่ศูนย์ได้ 3 วัน
เอง ดูน้ำ แบต ยาง เบรค น้ำมัน ก็โอเคนะ ส่วนหมาไม่เรียบร้อย ต้องอาบน้ำฟอกตัวหน่อย เพราะ
นั่งรถแอร์ต้องปิดกระจกหมด พอเปิดกรงตัวเล็กมันวิ่งไปรอที่ห้องน้ำเลย ไม่ต้องตามยาก ส่วนตัวพี่
ยากหน่อยต้องอุ้มถึงยอมไปอาบน้ำ ยายว่ามันรู้เรื่องเหมือนคนเลยนะ ใช่เลยยาย หมาพวกนี้ฉลาด
ไอคิวเท่ากับเด็กสามขวบ เรียกชื่อมันรู้ชื่อใคร ด่าก็รู้ ชมก็รู้ ดังนั้นพูดกับมันดี ๆ อาบน้ำเสร็จวิ่งจู๊ด
ไปหายายให้เช็ดตัวให้ สวมปลอกคอให้ เสร็จทั้งคนและหมาก็ลงจากบ้าน ตอนนี้หมามันจูงยายไป
ที่รถ เพราะมันรู้จะได้ไปเที่ยว
.........กว่าจะออกจากบ้านได้ก็สามโมงครึ่ง เพราะเด็กแม่บ้านกับลูกจะไปด้วย แม่บ้านคนนี้ชื่อ
อาชาน เป็นคนมอญ มาทำงานตั้งแต่ยังเป็นนางสาว แต่งงานจนมีลูกชาย 1 คน ทำงานบ้านดี ไว้ใจ
ได้ ยายรักเหมือนลูกหลาน ไปเที่ยวไหนก็มักพาไปด้วย บนรถเลยมีคน 4 หมา 2 หมาแย่งกันนั่ง
ตักยาย เพราะมันรู้ประจบไว้มีของกินเยอะดี รถจอดก็จะมีลูกชิ้นบ้าง ไก่ย่างบ้าง เป็นรางวัล เด็กยัง
อิจฉาหมาเลย ถนนศรีโสธรตัดใหม่วันนี้ รถแน่นเหมือนทุกวัน แสดงว่าคนเอารถออกมาใช้งานกัน
มาก ดูแต่บ้านเราเอง 3 คน ใช้รถ 2 คัน คนเช่าบ้านอีก 3 คัน บ้านเดียวรถ 5 คัน อ้างเพื่อความ
สะดวกในการทำงาน บ้านอื่นก็คงคิดทำนองเดียวกัน ถนนเลยแน่นขึ้น ๆ อีก 2 ปี คงเท่ากรุงเทพฯ
แน่
เราเลี้ยวไปศาลากลางหลบรถติด ไปออกถนนจักรพรรดิเลี้ยวขวาขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง
มาเมื่อไรก็มองหาวัดโสธร เพราะภาพพระอุโบสถตั้งอยู่ริมน้ำสวยงามมาก ดูไม่เบื่อจริง ๆ
.........ข้ามมาอีกฝั่งรถบางตาวิ่งสบาย ๆ นาน ๆจะมีรถแซงเราไปคงรีบ เราไม่รีบหรอกเพราะคนขับ
แก่มากแล้ว ค่อย ๆไป พอถึงสี่แยกตะวันออกพลาซ่า รถที่แซงมาสองสามคัน จอดรอเราอยู่ ติดไฟ
แดงไปไม่ได้ ที่สุดก็ได้ไปพร้อมกัน เราตัดตรงไปทางพนัสนิคม มีเด็กที่เคยอยู่วัดด้วยกันช่วงปี
2511-2515 เขาบอกว่าให้พี่มหาไปเยี่ยมบ้านหน่อย เดิมเขาชื่อ สามเณรสิน ชมชื่น เป็นคนบ้าน
หนองลุมพุก ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี เดียวนี้เรียกจังหวัดหนองบัวลำภู
พ่อแม่ทำไร่ทำนา ฐานะยังไม่ร่ำรวย เหมือนบ้านผมนั่นแหละ ทำไมรู้จักดีนักล่ะ โถก็คนบ้านเดียว
กัน
แถมตอนบวชก็อยู่วัดเดียวกัน เราเป็นหลวงพี่ เขาเป็นจัวน้อย เราไม่สึกเขาก็ยังไม่สึก เราไปเรียน
ต่างจังหวัดเขาก็ไปด้วย เลยคุ้นเคยกันมากเหมือนพี่น้อง ชีวิตของสามเณรสิน สมบุกสมบันยิ่งกว่า
นิยายน้ำคลอง กทม.ซะอีก เหลือเชื่อเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ เพื่อพัฒนาตนเอง ออกไปเป็นลูกจ้าง
ที่โรงพยาบาลสงฆ์ เห็นว่าได้ศึกษาต่อจนจบปริญญาโท ได้แต่งงานมีครอบครัวเป็นปึกแผ่นมั่นคง
ภรรยาเป็นครู หมอนี่มันชอบเลียนแบบหลวงพี่ ที่สึกมาได้ภรรยาเป็นครู แต่เราชนะตรงที่มีบุตรธิดา
3 คน แต่เขามีคนเดียว ไล่พี่มหายากอยู่นา
..........เขาบอกจะมาดักรออยู่หน้าโรงพยาบาลพนัสนิคม แต่คงทำไม่ได้หรอกเพราะเราไปถึงก่อน
เป็นเราต่างหากที่ไปดักรอ สักสิบนาทีถึงโผล่มา บอกให้ขับรถตามเขาไป เพราะทางไปบ้านกำลัง
มีการก่อสร้าง อาจหลงทางได้ก็ขำ ๆ ในใจนะ แก่ปูนนี้ไม่มีวันหลงทางหรอก ขับรถยนต์ใหญ่กว่า
รถเก๋งอีก มันต้องวิ่งไปตามทางอยู่แล้ว ออกนอกทางก็ตกถนนเท่านั้นเอง แค่คิดในใจนะ ไม่ได้ว่า
อะไร ตามหลังเขาไป ถนนเละดี ฝนตกใหม่ ๆ สองเลนใช้ได้เลนเดียว อีกเลนกำลังปรับผิวจราจร
เวลารถวิ่งสวนมาต้องเปิดหน้าต่างสวัสดีกันก่อน ก็แอบดูว่าเบียดมากไหม ไปได้ก็ผ่าน ๆกันไป
กว่าจะถึงบ้านก็ใจหายใจคว่ำเหมือนกัน กลัวรถเราจะไปพิศวาสรถคนอื่นเจ้า ไปจูบแก้มรถเขาน่ะ 

..........ยังไม่ได้ถามข้อมูลของบ้านเลยบอกทีหลังแล้วกัน ดูเป็นบ้านสวนนะ ต้นไม้ร่มรื่น ไม้ดอก
ไม้ประดับกำลังงาม คุ้น ๆตาแหละ แต่ไม่รู้จักชื่อ ดูรูปแล้วกันถ่ายรูปไว้อยู่ กล้วยก็ปลูกหลายกออยู่
ตามแนวรั้ว ที่เจ๋งมากคือมะนาว เขาปลูกใส่ท่อปูนซีเมนต์ ใส่ปุ๋ย รดน้ำ สะดวกดี กำลังติดลูก ดก
ทุกต้น ยายไปเดินดูชมไม่ขาดปาก ผลคือมะนาวเขาหลุดขั้วใส่ถุงให้ร่วมสี่สิบลูก ยายนะยาย
บอกไม่ทัน สภาพบ้านน่าอยู่มาก อากาศดี เพื่อนบ้านก็ดีเพราะมีแต่ญาติ ๆ กัน ดีใจด้วยนะพ่อเณร
ผลแห่งการเป็นคนรักพ่อแม่ รักครูอาจารย์ ทำให้เป็นคนดีมีมานะขยันขันแข็ง วิบากจึงเป็นกุศลดีงาม
มีภรรยาที่ดีมีครอบครัวอบอุ่น
........เขาชวนทานข้าวเช้าตอนเกือบห้าโมง เราไม่ปฏิเสธเพราะเขามีกับข้าวน่ากิน มีแจ่วบอง
แจ่วพริกอ่อน นึ่งปลาไข่ ส้มไข่ปลา หน้อไม้นึ่ง ข้าวเหนียวนึ่งนิ่ม ๆ แบบสูตรภัตตาหารจังหันบ้าน
หนองลุมพุกนี่นา ก็ซัดกันเต็มที่ไม่ต้องถามหรอกว่าเกรงใจไหม รุ่นนี้นั่งฉันข้าวมีสีการุ่นแก่รุ่นสาวนับ
สิบนั่งจ้องอยู่ยังกินได้ลง ไม่มีปัญหาหรอก อ้อที่เขานั่งจ้องไม่ใช่เขาหลงเสน่ห์หรอกนะ เขาคอยดู
มีอะไรขาดบ้าง จะได้เติมให้ เพราะพระฉันจุ เท่านั้นเอง อาหารมื้อนี้อร่อยมาก ฉันไปก็คุยกันไป
ตามประสาคนไม่ได้พบกันเกือบสามสิบปี
........ทานข้าวเสร็จก็ได้แนะนำให้รู้จักกัน บอกเขาว่าเราเกษียณปี 2547 มาอยู่แปดริ้วปี 2548 จน
ทุกวันนี้ แม่บ้านเป็นพยาบาลระดับหัวหน้าตึกโรงพยาบาลพุทธโสธร เกษียณแล้วเช่นกัน อยู่บ้าน
เลขที่ 28/68 ถนนศรีโสธรตัดใหม่ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ใกล้บิ๊กซี 2
ถามพนักงานไปรษณีย์ เขารู้จักบ้านพวกเราดี ส่งจดหมายพัสดุได้ไม่ผิดบ้าน จดหมายที่ไม่อยากรับ
ยังส่งถูกอีก พวกทวงหนี้ไง ถามถึงลูกหลาน คนโตอยู่เมืองเลยเป็นครูศรีสงครามวิทยา คนสอง
ลูกชายจบพืชไร่กำแพงแสน ทำงานที่บริษัทเอราวัณเคมีการเกษตร ลูกสาวคนเล็กจบเทคโนโลยี
สารสนเทศทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ที่กรุงเทพเช่นกัน
........ถามถึงคุณแม่บ้านเป็นครูโรงเรียนโยธินบูรณะ 2 เห็นว่าสอนภาษาไทยด้วย แปลกดีนะ
ผมจบตรีภาษาไทย โท ก็การสอนภาษาไทย แต่ไม่ได้สอนภาษาไทยหรอก บรรจุใหม่เขาให้
สอนศีลธรรม สอนการศึกษาผู้ใหญ่ เขาให้สอนคณิตศาสตร์ งานพิเศษ โรงเรียนให้เป็นครูแนะแนว
ครูบรรณารักษ์ แต่ชอบภาษาไทยนะ ชอบเขียนทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง มีงานเขียนที่สะสมไว้เกือบ
สองร้อยเรื่อง ถ้ามีโอกาสจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาษาไทยกันด้วยยิ่งดี แล้วก็ให้
URL เวบบลอกเอาไว้ พร้อมทั้งคีย์สำหรับค้นด้วยกูเกิล คือ "เยี่ยมยามอีสาน" มี 52 เพจ
"วิถีชีวิตชาวบ้านอีสาน" มี 42 เพจ "ร้อยกรอง ไทย - อีสาน" มี 26 เพจ และ "แนะนำธนัญธร"
มี 36 เพจ
........บ่ายโมงเศษเราอำลาเจ้าของบ้านเพื่อเดินทางต่อ ฝนตกพรำ ๆ ตลอดทาง ต้องค่อย ๆไป
กลัวจะพลาดที่สุดก็เข้าเขตเทศบาลเมืองชลบุรีตอน บ่ายสองโมงครึ่ง ยายบอกให้ไปห้างที่เคยไป
หน่อย ถามว่าห้างไหน จำไม่ได้อีก แล้วจะให้ไปทางไหนล่ะ แกบอกเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนไปไม่
ถูก สุดท้ายแกว่าห้างโพธิ์ทองการแว่นนั่นนา อ้อจำได้ไปตัดแว่นตาบ่อย เขามีห้างแถวนั้นสองแห่ง
แถมตลาดสดอยู่ใกล้ ๆ กัน ก่อนเคยจอดรถที่วัดค่าบริการ 10 บาท วันนี้ฝนตกเลยลงไปจอดชั้น
ใต้ดินของห้าง ฟรี ไม่เสียเงิน ยายหายไปไม่นานได้เสื้อดำ 2 ชุด จะเอาไปใส่ไว้ทุกข์ ก็เลยบอก
ใส่เฉยๆ ก็ได้ยาย ทุกข์เต็มอกอยู่แล้ว 
.........ออกจากห้างก็หาทางไปอ่างศิลา วันนี้รถไม่แน่นไม่เสียเวลามากก็ไปถึง รถแน่นมากที่จอด
เต็มไปหมด พอจะเลี้ยวเข้าก็มีคันหนึ่งออกเลยสวมแทน แบบนี้สบายหน่อย เดินชมท่าปลาเต็มที่
หมดแรงค่อยกลับแล้วกัน ปล่อยยายตามสบาย เพราะเรามีเป้าหมายอยู่แล้ว แผงลอยเกือบสุดท้าย
แม่ค้านั่งยิ้มรออยู่แล้ว แกเลือกให้ 2 ตัว แปดร้อยบาท ขาออกแวะซื้อ หมึก ปู หอย จะเอาไปทำ
ต้มยำทะเล แค้นไปกินร้านหม้อละ 180 บาท กินไม่จุใจ ทำเองน่าจะกินอิ่มดีกว่า ได้ของครบก็ออก
และพากันกลับ แวะขึ้นทางด่วนสะดวกดี เลยไม่มีอะไรน่าสนใจจะเล่า หันไปดูยายกับหลานหลับ
กันหมด หมาน้อยสองตัวพลอยหลับด้วย แล้วเราจะเสียเวลาทำไม รีบ ๆขับให้ถึงบ้านแล้วปลุกยาย
และเด็กเก็บของ จบเนาะ สวัสดี






วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ร่วมพิธีแสดงความอาลัย






………….25 ตุลาคม 2559 ขับรถพายายไปธุระ ผ่านหน้าวัดโสธรวรารามวรวิหาร เห็นป้ายเชิญชวน
ร่วมพิธีจุดเทียน แสดงความอาลัยและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อน้อมเกล้าถวายในหลวง
รัชกาลที่ 9 พระองค์จากไปเป็นเวลา 14 วันพอดี (13 - 26) ยายเขาเห็นภาพข่าวจัดอยู่ที่ กทม.
สนามหลวง ชอบมาก เมื่อฉะเชิงเทราจัดใกล้บ้านไม่ถึงกิโลเมตรเอง เลยอยากไปร่วมกิจกรรมด้วย
ตกลงลองไปดู
...........คนไปนมัสการหลวงพ่อโสธรแต่ละวันเรือนหมื่น น่ากลัวจะไม่มีที่จอดรถ แต่วัดเขาปิด
ก่อนห้าโมงเย็น เลยไม่มีผลอะไรมาก คนต่างจังหวัดก็กลับไป มีน้อยมากจะอยู่ร่วม เราเอารถไป
ส่งยายแล้วจะเอาไปจอดบ้านเลขที่ 6 บ้านอินทราสา ห่างจากวัด 150 เมตร แต่หมาบ้านนี้ค่อนข้าง

ดุ เห่าไม่หยุด เลยถอยไปจอดริมถนน เดินไปไม่ถึง 200 เมตรก็ถึงวัดโสธร ฯ อ้อบ้านเลขที่ 6 คือ
บ้านพักพระอินทราสา อดีตเจ้าเมืองฉะเชิงเทรา ครอบครัวยายอาศัยอยู่บ้านหลังนี้ ยายก็เกิดที่นี่
เพิ่งออกไปอยู่บ้านปัจจุบันได้สิบกว่าปีนี่เอง
...........ไปกันสามคนครับ ผม ยายแล้วก็เด็กชายกำปั้น เดินอ้อมไปตามถนนศรีโสธรตัดใหม่ ผ่าน
หน้าอนุสาวรีย์พระยาศรีสุนทรโวหาร อ่านประวัติแล้วก็เครือญาติพระอินทราสา เป็นนักปราชญ์ที่
รับราชการในวังจนได้รับยศระดับพระยา พวกครูภาษาไทยอ่านตำราที่ท่านแต่ง คงจำได้เป็นคน
รุ่นหลังพระศรีสุนทรโวหาร(ภู่) คนละคนกัน กลางถนนเป็นวงเหลี่ยม ไม่ใช่วงเวียน เดิมเป็นสาม
แยก พอทำเกาะกลางถนนเลยเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ต่อมาเพี่มทางอีกแยก แต่เกาะยังรูปทรงเดิม
เขาปิดกั้นถนนตรงนี้ห้ามรถผ่าน เลยเดินสะดวก เด็กนักเรียนนักศึกษามากันเยอะ มาแบบมากันเอง
ไม่มีผู้คุมสงสัยไม่ต้องขอคะแนน เต็มใจมากันน่ะครับ แต่งชุดคล้ายกันก็จริง แต่คนละโรงเรียน
นักศึกษาก็มีทั้งราชภัฎ เทคนิค อาชีวะ พยาบาล แหงนดูฟ้าเวลาห้าโมงเย็น เมฆคลุมไปหมด
ไม่มีแสดงแดดเลย น่ากลัวฝนเหมือนกัน เด็กชายปั่นถามว่า ตาทำไมพวกนักเรียนไม่ใส่ชุดดำ
ก็ขำ ๆนะ เพราะยายกำกับให้เขาเปลี่ยนชุดดำมาร่วมงาน บอกว่าทุกคนที่ไปงานใส่ชุดดำหมด
ยายก็อึกอักตอบไม่ได้ ก็เลยช่วยตอบว่า คนที่มีเครื่องแบบ ใส่เครื่องแบบดีกว่าชุดไว้ทุกข์ โน่น
ดูทหาร ตำรวจ พยาบาล เขาใส่ชุดของเขา เพียงติดแถบสีดำหรือติดริบบิ้นสีดำ พอแล้ว พี่นักเรียน
เขาติดริบบิ้นสีดำทุกคน นั่นแหละเขาไว้ทุกข์แล้ว
...........เข้าประตูวัดมีลอดซุ้มตรวจหาวัตถุต้องห้าม มีเจ้าหน้าที่ห้าหกคน แต่ก็ไม่เห็นพบอะไร
ผ่านเข้าไปลานข้างพระอุโบสถหลังงามนั่นแหละ คนมาก่อนเราเยอะมากแล้ว ค่อย ๆหลบไปทาง
ด้านตะวันออก เห็นเก้าอี้พวกจะเล่นดุริยางค์ เวทีพระบรมรูป มีไมโครโฟน สแตนด์ ตรงนี้แน่ที่
จะทำพิธีกัน เดินเลาะหาที่นั่ง นอกจากเก้าอี้ยังมีเกาะปูนที่เขาล้อมต้นไม้ใหญ่ แข็งแรง นั่งได้
สูงแค่เข่าเอง มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วเลยไม่ถามว่านั่งได้ไหม ดูพื้นเปียกน้ำอยู่ ฝนตกตอนเช้ายังไม่
แห้งลานปูนซีเมนต์ทั้งนั้น วัดนี้ไม่มีหญ้า เขาปูกระเบื้องเต็มบริเวณ ตรงไหนยุบเป็นแอ่งก็มีน้ำขัง
นานหน่อย ต้นไม้เอาต้นโตแล้วมาปลูกร่มรื่นดี แต่รู้จักไม่กี่ต้น สมอก็มี โพธิ์พุ่มกำลังงาม ไม้ต้น
ใหญ่อีกจำนวนมาก ดูร่มรื่นดี ใต้ร่มไม้ใกล้รั้วด้านติดแม่น้ำบางปะกง เป็นซุ้มโรงทานต่าง ๆ แจก
อาหาร ขนม น้ำ เครื่องดื่มยี่ห้อต่าง ๆ คนไปใช้บริการกันเต็มที่ ยายชอบใจไปเอากะเขาบ้าง
...........วัดโสธรวราราม ชื่อเดิมยาวแค่นี้ พอได้รับพระราชทานเป็นพระอารามหลวงเลยมีชื่อ
ต่อท้ายว่า วรวิหาร เป็น โสธรวรารามวรวิหาร แถมให้นิดหนึ่งเรื่องพระอารามหลวงหรือวัดหลวง
คือวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง หรือพระบรมวงศานุวงศฺทรงสร้าง หรือวัดที่ทรงปฏิสังขรณ์และรับ
เป็นวัดที่อุปภัมภก์ หรือวัดที่ได้รับเลือกให้เป็นวัดในพระอุปถัมภก์ เมื่อเป็นวัดหลวง จะได้รับเงิน
ทะนุบำรุงจำนวนหนึ่ง เทียนพรรษาพระราชทาน กฐินพระราชทาน หวัดหลวงมี 3 ระดับคือพระ
อารามหลวงชั้นตรี ชั้นโทและชั้นเอก แต่ละชั้นจำแนกได้อีกหลาย ชนิด พระอารามหลวงชั้นตรี
มี 3 ชนิดคือ ชนิดสามัญ ชนิดวรวิหาร และ ชนิดราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท มี 4 ชนิด
ได้แก่ วรวิหาร วรมหาวิหาร ราชวรวิหาร ราชวรมหาวรวิหาร ส่วนพระอารามหลวงชั้นเอกมี 3 ชนิด
คือ วรมหาวิหาร ราชวรวิหาร ราชวรมหาวิหาร วัดหลวงพ่อโสธร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี
ชนิดวรวิหาร จึงเรียกว่า "วัดโสธรวรารามวรวิหาร"
............แม่น้ำบางปะกง ทำให้วัดโสธรสง่างามมาก โดยเฉพาพระอุโบสถหลังใหม่มองจากน้ำ
บางปะกงจะดูเด่นเป็นพิเศษ แม่น้ำสายนี้มีข้อมูลน่าสนใจหลายประการ เกิดจากแม่น้ำนครนายก
และแม่น้ำปราจีนบุรีไหลบรรจบกันที่ตำบลบางแตนอำเภอบ้านสร้าง ปราจีนบุรี ช่วงที่อยู่ในเขต
ปราจีนบุรียังเรียกแม่น้ำปราจีนบุรี พอเข้าเขตฉะเชิงเทราจึงเรียกแม่น้ำบางปะกง ไหลลงสู่อ่าวไทย
ที่ตำบลท่าข้ามอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ความยาว 231 กิโลเมตร เวลาน้ำทะเลขึ้นลงมี
ผลต่อระดับน้ำในคูคลองเขตเทศบาลด้วย ริมฝั่งมีไม้ชายเลนพวกต้นจากขึ้นเป็นดง ชาวบ้านเล่าว่า
น้ำกร่อยนะ มีพวกปลาโลมาแอบเข้ามาหากิน จนมีพวกรับนำเที่ยวชมปลาโลมา ท่าจะจริงแต่เรา
ไม่เคยใช้บริการ ข้อดีของน้ำบางปะกงเขาบอกว่าพวกทำนากุ้ง เลี้ยงปลา ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน
...........เห็นแม่น้ำก็อดพูดถึงไม่ได้ ยายชวนไปรับข้าวต้มที่โรงทานริมแม่น้ำนั่นแหละ กินไปมอง
แม่น้ำไปเย็นลมพัดเบา ๆ เงยหน้าขึ้นเห็นเมฆลอยต่ำมาเรื่อย เห็นสายฝนโปรยลงมาดีที่อยู่ไกล
ได้แต่นึกในใจว่าอย่าลอยมาทางนี้นา คนกำลังกินข้าวต้ม เดี๋ยวเสียงานเสียการเขาด้วย ดีจริง ๆ
มันลอยเบี่ยงไปทางอื่น สายฝนทำให้อากาศเย็นลง ถึงคนมากก็ไม่ร้อน มีคนเดินแจกภาพในหลวง
สวย ๆทั้งนั้น รับมาสามแผ่นที่ไม่ซ้ำกัน กินข้าวต้มเสร็จก็เดินหาที่นั่งใหม่ ยายเจอคนรู้กันทักทาย
ไม่รู้จบ ก่อนยายเป็นโยมวัดนี้พระเณรเจ็บป่วยส่งโรงพยาบาล ยายเป็นหัวหน้าตึกสงฆ์เลยรู้จักพระ
และชาวบ้านดี แถมบ้านห่างวัดแค่ 150 เมตรเอง ปล่อยแกตามสบาย เราเจอแต่คนไม่รู้จักนั่งสบาย ๆ
หกโมงแล้ว แหงนดูฟ้าอ้าว เครื่องบินสองลำเปิดไฟวาบ ๆ บินใกล้กันเดี๋ยวก็ชนกันหรอก นั่นไง
หล่นลงมาใกล้หลังคาโบสถ์แล้วลำหนึ่ง แต่มันขึ้นไปได้ใหม่ เขาบอกมันเป็นพวกโดน 4 ใบพัด
บินขึ้นลงได้ เขาเอามาถ่ายภาพมุมสูง ชื่อโดรน มั้ง เขาว่าใช่ ๆ นั่นแหละ มันบังคับโดยคนที่อยู่
ข้างล่างเก่งนะคนสมัยนี้มีของเล่นแปลก ๆ
..........บนเวทีเขาเริ่มแสดงดนตรี มีเพลงพระราชนิพนธ์ตามที่ประกาศ 5 เพลง นักดนตรีเป็นเด็ก
นักเรียนนักศึกษา น่ารักดี จบเพลงถึงมีการพูดถึงการจัดงานโดยหน่วยราชการและภาคเอกชนร่วม
กันจัดขึ้น มีฉายภาพเสด็จฉะเชิงเทรา 10 ครั้ง จากนั้นเชิญผู้ว่ากล่าวแสดงความอาลัย ตามด้วยอ่าน
บทกลอน และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี งานจบลงตอน 19.00 น.ฝนไม่มาเลยซักหยดมี
แต่อากาศเย็น ๆ ดีจริง ๆ ตอนขากลับสนุกหน่อย เพราะแย่งกันออก ประตูวัดเปิด 2 ประตูเองเลย
เสียเวลานานกว่าจะหลุดออกมาได้ มาถึงบ้านก็ทุ่มครึ่ง รายงานกิจกรรมครั้งสำคัญมีเพียงเท่านี้ 

สวัสดีครับ







วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ออกพรรษาจุดโคมไฟไต้ประทีป




                                                                                                  ขุนทอง ศรีประจง


..........ออกพรรษา หน้าทอดกฐิน ได้เขียนถึงไปแล้ว ยังมีกิจกรรมสำคัญอีก 3 อย่างที่นิยมทำกัน
ในช่วงนี้ ได้แก่ การตักบาตรเทโว การจุดประทีปโคมไฟ และการลอยกระทง ลูกหลานคนอีสานรุ่น
ใหม่ยุคไฮเทค บางคนก็ไม่รู้จัก ทำไมต้องตักบาตรเทโว บาตรเทวดาใบใหญ่กว่าบาตรธรรมดา ๆรึ   เปล่าทำไมตักบาตรปีละหนเอง จุดประทีปโคมไฟอาการหนักกว่า เพราะคำถามที่ว่า ก็จุดกันทุกวัน  เวลาทำวัตรสวดมนต์ แล้วจุดวันออกพรรษาแปลกตรงไหน แล้วโคมไฟมีจุดด้วยเหรอวันออกพรรษา ส่วนกิจกรรมลอยกระทง ดูเหมือนจะรู้จักกันดีกว่า เพราะมีเพลงวันลอยกระทงให้ฟัง แถมรำวงสนุกด้วย
วันหนึ่งก็ได้คิดว่า ต่อไปภายหน้า ประเพณีจุดประทีปโคมไฟ อาจหายไปได้ จริง ๆ ก็เลยอยากเล่า
ถึงกิจกรรมทั้ง 3 อย่าง ที่ยกมาเปิดฉาก"ออกพรรษาจุดโคมไฟไต้ประทีป" ดังต่อไปนี้
..........ตักบาตรเทโว คำเต็มคือ "เทโวโรหณะ" คือคำ เทว + โอโรหณะ  เทว  หมายถึงเทวโลก
สถานที่พระพุทธเจ้าจำพรรษาที่ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และได้เทศน์โปรดพระมารดาจนเมื่อวันแรม

1 ค่ำออกพรรษา ได้เสด็จ โอโรหณะ คือ เสด็จลง มายังมนุสสโลกที่เมืองสังกัสสนคร มีผู้คนไป
รอรับเสด็จเป็นอันมาก คนสมัยปัจจุบันเห็นว่าเป็นกิจกรรมครั้งสำคัญ น่าจดจำ จึงจัดงานระลึกถึง
วันที่เสด็จลงมาจากเทวโลก ด้วยการทำบุญตักบาตรและต่อมาเรียกชื่อว่า ตักบาตรเทโว นั่นเอง
เมืองสังกัสสะ เป็นเมืองสำคัญของอาณาจักร กัมพิลละหรือกันยาคุพย์ ในสมัยพุทธกาล ปัจจุบัน
อ้างอิงว่าเหลือเพียงร่องรอยว่าเคยเป็นเมืองเก่า อยู่บริเวณหมู่บ้านสังกิสสะ บะสันตะปุระ จังหวัด
ฟารุกาหบาท รัฐอุตตรประเทศ ในประเทศอินเดีย ตำนานพระถังซำจั๋งไปชมพูทวีป ก็มีพูดถึงเมือง
สังกัสสะนครไว้ด้วยว่ามีวัดวาอารามปรากฏอยู่เป็นอันมาก แสดงว่าในอดีตกาลเมืองนี้มีอยู่จริง
.........การตักบาตรเทโว เหมือนตักบาตรธรรมดาทั่วไป เน้นการถวายข้าวปลาอาหารเป็นสำคัญ
ที่เห็นแปลกคงมีเฉพาะข้าวต้มโยน ข้าวต้มมัดธรรมดานี่แหละ ฉีกใบมะพร้าวมัดติดเป็นหางยาว
เอาไว้จับโยนใส่บาตร เห็นเล่าว่าคนแย่งกันใส่บาตร พวกอยู่หลังจำเป็นต้องโยน แต่ไม่แน่ใจว่าจะ
โยนแม่นขนาดไหน พระยิ่งโกนหัวผมไม่มีโดนเข้าไปคงเละน่าดู กิจกรรมนี้จัดกันตอนเช้ามืด ช่วงที่
พระออกบิณฑบาต เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับ มักจะจัดร่วมงานฉลองออกพรรษา หรืองานรื่นเริง
อื่น ๆ
.........งานจุดประทีปโคมไฟ กำลังจะเลือนหายไปจากวัดทางอีสาน เว้นแต่วัดแถบแม่น้ำโขง
ที่พัฒนาจนกลายเป็นประเพณีไหลเรือไฟ แถมมีพญานาคมาร่วมจุดบั้งไฟพญานาค เลยโด่งดังกัน
ไปทั่ว กลบประเพณีจุดประทีปโคมไฟกันไปเลย สมัยกระผมเป็นเด็ก 2494-2498 ใกล้ออกพรรษา
ตั้งตารองานจุดประทีปโคมไฟ ทราบว่าทุกหมู่บ้านมีเช่นกัน เพราะฟังจากพี่ชายเขาชวนกันไปเที่ยว
งานหมู่บ้านใกล้เคียง มารู้ทีหลังว่าเพราะไปติดสาวบ้านอื่นนั่นเอง พี่สาวกระผมก็มีหนุ่มบ้านโปโล
มาร่วมจุดเทียนหลายปีจนกลายมาเป็นพี่เขยคนโตในเวลาต่อมา งานจุดประทีปโคมไฟออกพรรษา
จึงเชื่อได้แหละว่าสำคัญต่อหนุ่มสาวไม่น้อย ส่วนเด็ก ๆ ไม่ค่อยมีผลมากนัก นอกจากมีขนมหวาน
ได้วิ่งเล่น ได้จุดธูปเทียนบูชา 

.........หลังวันทำบุญข้าวสาก(เพ็ญเดือนสิบ) ทางวัดจะเตรียมทำประทีป ตัดไม้ไผ่มาเหลาทำก้าน
ประทีป เข้าไปป่าหายางบง เก็บใบอ้ม ใบเนียม เอามาตากแห้ง บดละเอียดไว้ทำประทีป ไม้ไผ่ที่

นำมาเหลาทำก้านประทีป ตากให้แห้ง ก่อนออกพรรษาสัก 15 วัน เริ่มทำประทีปทั้งพระและเณร
ช่วยกันทำไว้มาก  ๆเอาไว้แจกโยมทั้งหมู่บ้าน ไม่ต้องซื้อธูป เพราะยังไม่มีใครเอามาขาย ส่วนเทียน
หรือน้ำมันที่จะใช้จุด ชาวบ้านจะทำจาก ผึ้ง ที่ได้จากรังผึ้งนำมาเคี่ยวไฟ ขี้ผึ้งไหลออกจากรังผึ้งทิ้ง
ให้เย็นก็จะได้ผึ้งสีเหลือง บ้าง ขาวบ้าง เอามาทำเทียน ส่วนน้ำมันใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำมัน
ถั่ว น้ำมันละหุ่ง น้ำมันสบู่ดำ น้ำมันหมากค้อ ฯลฯ ชาวบ้านรู้ดีว่าหมากอะไรมีน้ำมันมาก หามาแกะ
เอาแต่เนื้อตากให้แห้งแล้วนำไปบีบเอาน้ำมัน ได้ซักถ้วยตะไล ก็มากพอเอาไปจุดบูชา เวลาจุด
ใช้หมากตูมกา ควักใส้ในออก เจาะร้อยเชือกหิ้วได้ กระป๋องก็ใช้ได้ กระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ ก็ทำได้
เอาไว้ใส่น้ำมัน เหมือนเราทำตะเกียง เอาฝ้ายมาทำไส้หย่อนลงไปในน้ำมัน ที่จะจุดไฟ ทำหลอด
สังกะสีพันไว้ กันไฟไหม้ลงไปหาน้ำมัน ผ่าไม้คีบหลอดพาดปากกระบอกไว้ เวลาจุดไฟก็เหมือน
จุดตะเกียงน้ำมันนั่นเอง ไฟไหม้ใส้ส่วนปลาย ก็จะดูดน้ำมันซึมขึ้นมาจนกว่าน้ำมันจะหมด จุดแล้ว
นำไปแขวนที่ราวซุ้มจุดประทีปโคมไฟ หรือไปห้อยตามต้นไม้บริเวณวัด 

........ซุ้มจุดประทีปโคมไฟ หลวงพี่และพี่เณร เป็นผู้นำ ชาวบ้านหาต้นกล้วย ก้านและใบมะพร้าว
ดอกไม้ เอาออกไปวัดให้ท่านจัดซุ้ม คนไม่มากทำโรงเรือนขนาดห้องเดียว 2 x 2 เมตร สองสัก
เมตรครึ่ง เดินลอดไปมาสะดวก เสาใช้ต้นกล้วย ตัดใบออกเหลือไว้สัก 4 ก้าน ปัก สี่มุม แทรก
ด้านละต้นใช้ 8 ต้น พาดขื่อด้วยไม้ไผ่ ไว้ห้อยหม้อน้ำมัน สูงแค่สะเอวตัดต้นกล้วยต่อไว้เป็นที่ปัก
ธูปเทียน นอกนั้นก็ประดับประดาให้ดูสวยงามด้วย แถบกระดาษสีต่าง ๆ มีที่จัดให้วางดอกไม้
วันออกพรรษา ไปฟังพระเจริญพุทธมนต์เสร็จ ก็ลงมาจุดธูปเทียนกัน ซุ้มสว่างไสวด้วยเปลวเทียน
เปลวหม้อน้ำมัน และหอมกลิ่นธูป หนุ่มสาวก็ได้พบกัน สมัยก่อนจึงสำคัญมากสำหรับหนุ่มสาว
........โคมไฟมี 3 ชนิด โคมจุดไฟที่ใช้น้ำมัน ช่วงเรียนหนังสือที่ชัยภูมิเคยได้ยินเขาเรียกไต้ตูมกา
ไปดูเป็นหมากตูมกาควักใส้ในออก ร้อยเชือเป็นสาย มีใส้แบบตะเกียง แขวนไว้มีสีเหลือง กับสีของ
เปลวไฟ สวยดี ที่ใช้กระป๋องนม กระบอกไว้ไผ่ ก็จัดเป็นโคมไฟ   ส่วนโคมแบบที่สองเป็นโคม
ไฟจริง ๆ แบบที่ทางเหนือเขาปล่อยให้ลอยเต็มท้องฟ้านั่นแหละ แต่ของอีสานขอบทำโคมไฟ
ขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูยบ์กลาง 75-100 เซนติเมตร ยาวซัก 3-4 เมตร โครงใช้กระดาษว่าวเป็นหลัก
ก้นโคมถักเชือกแปดเส้นห้อยลงมามัดที่ปาก ช่วยพยุงเวลาโดนลมพัดแรง จะได้ไม่ฉีกขาดง่าย
ปากเป็นกรอบวงกลมแบบขอบกระด้งทำด้วยไม้ไผ่เหลาบาง ๆ มัดลวดดึงไปมา 8 เส้น ตรงกลาง
จะมัดใส้ที่ใช้จุดไฟ เดิมใช้เศษผ้าชุบน้ำมันยาง ตากให้แห้ง สามแดด คือแห้งแล้วนำไปชุบมาตาก
ใหม่ 3 ครั้ง มัดให้แน่น น้ำมันจะได้ไม่หมดง่าย หลักการของโคมไฟคือ ไฟจากไส้ที่จุดจะทำให้
อากาศในโคมร้อนและดันตัวโคมให้ลอยขึ้น ส่วนลมภายนอกคือตัวพัดพาโคมไป ใส้หมดน้ำมันโคม
ก็ตก
........ตอนเช้ามีการปล่อยโคมลม วิธีการทำเหมือนโคมไฟ แต่จะทำขนาดใหญ่กว่าซัก 2 เท่า
เช่น เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 เมตร สูง 4-5 เมตร ปากทำแคบ ขนาด 1/3-1/4 ของเส้นรอบวง
โคมแบบนี้ใช้วิธีอัดควันไฟให้เต็ม ความร้อนของควันจะทำให้โคมลอยขึ้นได้โดยไม่จ้องจุดไฟ
โคมชนิดนี้ไปได้ไกลหลายสิบกิโลเมตร กว่าจะตกผ่านไปสองสามวันเลยทีเดียว เคยทำปล่อยงาน
กิฬาสีที่จังหวัดเลย สามวันไปตกที่เพชรบูรณ์ เขาได้รับรางวัลผ้าเช็ดตัวอย่างดี 2 ผืน และแจ้งจด
หมายมาให้ทราบ แต่โคมวันออกพรรษาสมัยเด็ก ไม่รู้หรอกว่ามันไปไหนอย่างไร 

........ลอยกระทง กิจกรรมลอยกระทงทำกันหลังออกพรรษา 1 เดือน เป็นวันเพ็ญเดือนสิบสอง
ทราบว่าเดิมเป็นพิธีกรรมการบูชาเทพเจ้าของทางศาสนาพราหมณ์ การจุดไฟบูชาดั้งเดิมของอีสาน
มีมาแต่โบราณ จัดกันเดือนออกพรรษา เมื่อมีงานลอยกระทงเลยชอบใจสนุกกันใหญ่จนลืมการจุด
ประทีปโคมไฟดั้งเดิม รอแต่เมื่อไรจะมีงานลอยกระทงกัน ที่อ้างกันมากคือการลอยกระทงของ
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สมัยสุโขทัย ว่าเป็นที่มาของงานลอยกระทง แต่ดูวิธีบูชาไฟของไทยเหนือ
ไทยอีสาน ที่ทำกันมาก่อนจะมีกรุงสุโขทัย เป็นวิธีบูชาพระรัตนตรัยธรรมดา ๆ วันออกพรรษา
ในฮีตเดือนสิบเอ็ดของอีสานก็ชัดเจนมีการบูชาพระรัตนตรัยด้วยการจุดประทีปโคมไฟ ส่วนถิ่นที่
อยู่ริมน้ำโขงว่ากันชัด ๆเลยว่าไหลเรือไฟบูชาพระรัตนตรัย แถมจุดบั่งไฟพญานาคร่วมด้วย สนุก
กันใหญ่
..........เขียนถึงกิจกรรมเดือนออกพรรษา ว่าด้วยการบูชาประทีปโคมไฟที่ทำท่าจะหายไป และ
รุ่นใหม่เขาถามหาลอยกระทงแทน เสียดายนะถ้าเกิดเลือนหายไปจริง ๆ ก็เลยเขียนถึงเอาไว้ให้รู้
ไทยเรา สมัยก่อนเคยมีประเพณีทำนองนี้อยู่ แค่นี้เองแหละครับ อย่าเพิ่งเชื่อล่ะ ลองตรวจสอบ
ดูอึกทีก็ได้ ล้านนา ล้านช้าง เกิดก่อนเจียงใหม่ เจียงฮาย และสุโขทัย ฝากไว้ให้ศึกษาดูครับ