วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เขียนถึงยายภา






สงกรานต์ รดน้ำให้เด็ก ๆ เขามาขอพร

..........ได้รับแจ้งว่าทำไมไม่เขียนถึงยายบ้าง ดีแต่เขียนถึงคนอื่น เออเนาะเราก็ชอบทักทายเพื่อนฝูงไปทั่ว แต่ไม่ค่อยทักยายที่นอนอยู่ข้างตัวเลย....ก็เรื่องปกติครับ อยู่ด้วยกันมีความสุขกายสบายใจเราก็สบายใจด้วย เลยไม่ค่อยได้เขียนถึง จนถูกทักนี่แหละ จริงครับวันนี้เขียนถึงยายซะหน่อย
...........ยาย ไม่ใช่แม่ยายที่เป็นแม่ของแม่เรา อ้อไม่ใช่คุณยายที่ลูกสาวยายเป็นภรรยาเรา อ้าว...แล้วยาย คือใครล่ะ อ๋อก็คือยายนั่นแหละ เป็นแม่บ้านแม่เรือนของเรา ให้เกียรติยกย่อนับถือเสมอด้วยเป็นคุณยายนั่นแหละ เลยเรียกยายครับ ยายวิภา ยายนิภา ยายอรภา ยายธนัญธร ได้ยินคนเรียกขานหลายชื่อแต่ก็คนเดียวนั่นแหละ แหมถ้า 4 คนละก็น่าดูสิเนาะ ยายคนเดียวก็สุดยอดแล้วผมมาอยู่กับยายตั้งแต่ปี 2548 ด้วยการมาขอกับคุณยายบุญเติม ท่านก็ใจดียกให้เป็นสมบัติส่วนตัวแต่นั้นมา เอ...ใช่ไหมนี่
...........มีผู้รู้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่า ยาย(สมัยเป็นวัยรุ่น) เป็นลูกหลานทางเจ้าเมืองแปดริ้ว เติบโตมาจากจวนข้าหลวง พูดจาฉะฉานตรงไปตรงมา ไม่กลัวใคร แต่ใจดี ก็คงใช่ตามข้อมูลที่ได้รับมา จนทุกวันนี้ยายก็ยังเหมือนเดิมแบบที่ว่านั่นแหละ ที่เปลี่ยนไปคือขาไม่ค่อยจะดี เลยไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไรเพราะยังไงก็วิ่งไม่ทันเราหรอก ขนาดหมาน้อยมันเห่าเพราะชอบเย้าหยอกจะตีหัวมันยังวิ่งตามมันไม่ทันเลย
..........ยายวันนี้วัยใกล้ 70 แล้ว โดนดุว่าฉันยังไม่แก่ปานนั้น แหมอีก 8 ปีก็ถึงแล้วน่า สุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี รักลูกหลานคงเส้นคงวา ใจดีว่างั้นเถอะใจบุญสุนทาน รอตักบาตรตอนเช้า ดีใจได้ทำบุญ เลยแกล้งพูดให้ได้ยินบ่อยๆว่าทำบุญ 3 ช่องทางนะ ทานสิ่งของ ได้บุญ ทานสิ่งเป็นนามธรรม ได้บุญ  ปฏิบัติศีลได้บุญ ภาวนาอบรมก็ได้บุญ อย่ารอตักบาตรอย่างเดียว บุญน้อยกว่าอย่างอื่น ถือศีลวันเดียวบุญมากกว่าไปทอดกฐินซะอีก ยายก็เถียงว่ามากกว่าตรงไหน แหมไปทอดกฐิน ใส่ซองแค่ร้อยเดียวเอง จะมาสู้ถือศีลตลอดวันได้ไง
......เดี๋ยวนี้ยายฉลาดทำบุญมากนะ ตื่นเช้ามาสมาทานศีลเองก็เป็น ก็แค่พนมมือตั้งใจบอกตนเองว่าวันนี้จะปฏิบัติศีลทั้งวันมิให้ขาด ไม่ต้องท่องคำบาลีหรอกถือว่าสมาทานศีลห้าแล้ว อ้าวไม่ออกปาก รู้ได้ไงว่าศีลห้า แหมอย่างเราถือแค่ห้าข้อแหละ คงไม่กล้าขยับไปแปดข้อหรอก ขนาดตาจำได้หมดนะ 8ข้อ 10 ข้อ แต่ก็ถือเอาแค่ศีลห้า พอสมาทานเสร็จบุญก็มาเป็นระยะ ๆ ตราบที่ศีลไม่ขาด บุญก็มาเรื่อยเลย เห็นไหมดีกว่าตักบาตร ตักเสร็จก็จบ ยายก็ถึงบางอ้อ  เดี๋ยวนี้ขยันสมาทานศีลทุกวัน .....ภาวนามัยเป็นการอบรมให้เกิดสติปัญญา การหลับหูหลับตาบริกรรม ถ้าไม่เกิดสติปัญญาอะไรก็ไม่ได้บุญ...ยายงงทำไมจะไม่ได้นั่งจนขาเป็นเหน็บ ก็เลยขยายความบุญจากการภาวนา เนื่องจาก เป็นการฝึกอบรม ต้องมีผลเกิดขึ้นจึงจะได้บุญ การอบรมสมถ...ผลคือ สมาธิ ฌานสมาบัติ นั่นแหละบุญ  ส่วนการภาวนาที่เป็นการอบรมทั่วไป จะเกิดผลบุญคือสติปัญญา เหมือนไปอบรมวิธีการสอดท่อหายใจช่วยคนไข้หนัก อบรมเสร็จได้ความรู้และทักษะ นั่นแหละบุญจากการอบรมละ
........สวดมนต์ต้องไปสวดห้องพระ เพราะยายมีพระพุทธรูป พระเครื่อง มากพอ ๆกับที่วัดแถวบ้านตา จนจัดห้องพระต่างหาก จุดธูปเทียนไหว้พระหอมคลุ้งเชียวแหละ เห็นแล้วสงสารพระ เลยหาธูปเทียนไฟฟ้ามาให้ บอกว่าใช้นี้แทนดีกว่าพระท่านก็คงชอบเพราะเหม็นควันธูปเทียนมานาน ทีนี้เปิดพัดลมก็เย็นสบายไม่มีกลิ่น พระคงชอบใจน่า...มองหน้าเราอีก คงสงสัยทำไมตาไม่ค่อยไหว้พระในห้อง
........ก็ต้องบอกว่าตาไหว้พระทุกวันที่ตื่นนอนและก่อนนอน แต่การไหว้ด้วยการนึกในใจที่เรียกว่าวิธี
อนุสสรณะ โดยการทบทวนว่าเราเคารพนับถือพระรัตนตรัยและปฏิบัติตามคำสอนพุทธศาสนาเสมอ เพราะพระรัตนตรัยเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา ถ้านับถือพระรัตนตรัยก็จงปฏิบัติตามคำสอนพุทธศาสนานั่นเอง.....คำสอนคือ (สัพพปาปัสส อกรณัง กสลัสสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปปนัง)ไม่ทำบาป สั่งสมกุศลและชำระใจให้หมดจดจากกิเลส  โดยการปฏิบัติตามแนวทางของพุทธศาสนาที่เรียก สิกขา 

3 คือ สีลสิกขา จิตสิกขาและปัญญาสิกขา
..........สีลสิกขาก็ศึกษาศีลห้าแล้วถือปฏิบัติตลอดวัน....จิตสิกขาก็ศึกษาจิตให้เข้าใจจิตหม่นหมอง

เพราะอะไร จิตจะผ่องใสมั่นคงได้อย่างไรแล้วฝึกจิตใจ ให้สะอาด มั่นคงมีสมาธิที่ดี....ปัญญาสิกขา ก็ศึกษาปัญญาที่เป็นกุสลปัญญาพยายามสั่งสมเอาไว้ให้มาก ก็ถือปฏิบัติเช่นนี้ก็จะเป็นการปฏิบัติตามแนวทาง ไตรสิกขา ด้วยเหตุนี้การไหว้พระสวดมนต์ ก็เป็นการทบทวน(อนุสรณะ)แนวปฏิบัติไตรสิกขานั่นเอง ทบทวน เช้า และเย็น พอสมควรแล้ว จะอยู่บ้านหรือไปค้าที่อื่นก็ อนุสรณะได้เสมอ ยายก็เข้า
ใจนะ ช่วงปวดขาเดินไม่สะดวกเห็นนั่งบ่นในห้องนอนพึมพัม ๆ อ๋อยายสวดมนต์นั่นเอง
.........ยายเป็นคนรักหมา ก่อนเคยเห็นแกเลี้ยงหมาแบบขังกรง ดุ คนมาเห่ายังกะจะกัด แต่เดียวนี้เลี้ยงแบบปล่อยวิ่งเล่นบ้าง หมามันก็ชอบเล่นกับยายแต่เล็กจนมันโต บางตัววิ่งชนหงายหลังก็บ่อย จนต้องถือไม้เท้าประจำ ตัวไหนดื้อก็โดนเคาะกะลาบ้าง แต่มันไม่กลัวหรอก มีตัวใหญ่ 4 ซนทุกตัว เปิดกรงห้าโมงครึ่ง ปล่อยตลอดคืน เช้าเจ็ดโมงก็วิ่งไปเข้าแถวรอหน้ากรง รอให้ยายไปตรวจแถวก่อนค่อยเดินเข้ากรงให้ยายปิดกรงให้ เลยบอกว่าหมามันรักยายไม่เห็นยายไม่ยอมเข้ากรง เห็นยิ้มใหญ่เลย
........มีหมาพันธุ์ตัวเล็ก 2 ตัว คุกกี้ ทาโร่ ขี้ประจบ ตัวใหญ่เข้ากรงก็ปล่อยได้ตั้งแต่แปดโมงจนเลิกเรียน กลับเข้ากรง สองตัวนี่เลยเป็นของเล่นให้ทุกคนได้อุ้มได้ตีตามใจชอบ ตีแล้วอย่าลืมแจกรางวัลล่ะ ขนม อาหารสำเร็จ อิ่มทั้งวันเลยแหละ เขาปล่อยวิ่งมาหาถึงที่นั่งทำงานอยู่ มาเลียขาจนแสบ สงสัยมันคงเค็มเหงื่อเนาะ เลยเลียใหญ่จนต้องด่าเอาจึงยอมถอย เวลาโดนคนอื่นด่า จะตี ชอบวิ่งมาแอบข้างหลังเก้าอี้เรา เออหมาก็เหมือนคนเนาะ รู้หาที่กำบังภัยถ้าอยากแกล้งยาย พอตัวใหญ่เข้ากรง ลองปล่อยตัวเล็กออกมา มันจะวิ่งหายายจนเจอ ทาโร่เจอยายก็จะเห่าแบบทักทายดีใจพันแข้งพันขา ไม่นานก็จะได้ลูกชิ้น หรือไม่ก็ไก่ย่างเป็นรางวัลที่ประจบเก่ง จนเดี๋ยวนี้ยายไปตลาดหรือไปธุระกลับมาจะมีของฝากติดมือมาเสมอ อย่าไปชิมก่อนล่ะ ของฝากหมายายเขา ไม่ใช่ฝากคน
.........นอกจากรักหมา ยายยังรักเด็ก แม่บ้านเขามาทำงานเข้ามาเย็นกลับช่วงมีลูกน้อยก็ไม่ต้องลาหยุดเลี้ยงลูก ให้เอาลูกมาเลี้ยงด้วย อุปกรณ์ต่าง ๆสำหรับเลี้ยงเด็กอ่อน จัดให้ อู่อย่างดี รถเข็น กระเป๋าอุ้มเด็ก ผ้าอ้อม จัดให้ดูไปก็ขำ ๆยังกะจะเลี้ยงลูกตัวเอง ก็ใช่นะ แม่จะตีลูกยังต้องมองหน้ายายก่อน ถ้ายายอยู่อย่าเชียว โตพอเข้าเรียนก็พาไปฝากเข้าเรียน จัดอุปกรณ์การเรียนให้ดูเหมือนจะรักเด็กมาก ๆนะยาย
.........ยาวไปแล้วนะยาย ยังมีอีกเยอะที่ไม่ได้เขียนถึง เอาไว้คราวต่อไปค่อยเอามานินทาอีก แค่นี้ก็นอนหลับแล้วแหละเนาะยาย... สวัสดีจ้า


เอาภาพหมามาลงก่อน เดี๋ยวขอยายก่อนมีภาพอะไรบ้างมาเพิ่มทีหลังแล้วกัน 


                                                      คุณบั๊ก น้องชายยายให้มา ชื่อเดิมเขา
       

คุกกี้ หมาตัวโปรด 



                                                                       ทาโร่ ขี้ประจบ              




ซูการ์ 



ซู่ซ่า ลูกซูการ์ 


บึ๊ก แม่เขาเป้นหมาประจำบ้านมาก่อนใคร

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คุยโตโอ้อวด


ไปเยี่ยมชมวิหารเซียนพัทยา ชลบุรี
  ลูกสาวคนเล็ก หมู นัฐพล กับศิริกัญญา ลูกครูนก นกลูกสาวคนโต 
                                                                 และเราถ่ายภาพเซลฟี




......ผมเป็นคนขี้อวดว่าตัวเองเรียนเก่ง เลยโดนกระแหนะกระแหนว่าเก่งจริง หรือแค่โม้ เลยต้องเตือนตัวเองเสมอว่าจะศึกษาเล่าเรียนอะไรให้ตั้งใจเรียนให้มาก กว่าปกติ เรื่องนี้เกิดเมื่อปี 2498 สอบไล่ป.4 ข้อสอบกลางของอำเภอ คะแนนสูงสุด คนที่คะแนนรองก็เพื่อนกัน เขาให้ทุนเรียนต่อมัธยม 6 ปี เสียดายครอบครัวย้ายจาก บ้านเกิดไปอยู่จังหวัดอุดรธานี ผิดเงื่อนไขรับทุน ที่ 2 เลยรับแทน ทราบว่าได้เรียนต่อ จนจบ ป.กศ.สูง โชคดีไป ส่วนเราพ่อคงสงสารส่งให้เรียนจนจบ ม. 6 ความอวดเก่ง ยังไม่หมดเชื้อ สอบได้ที่ 1 ตลอด 6 ปี สมัยนั้นมี 3 เทอม ครองทอปทุกเทอมแหละ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ขี้โม้โอ้อวดได้ไง... .
........จบ ม. 6 อายุ 16 ปีบริบูรณ์ ย่าง 17 ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนทหารกองเกิน เพื่อนไปสอบบรรจุเป็นครูประชาบาล พนักงานเกษตรตำบล เราจบ ม.6 จากโรงเรียนเกษตร มีสิทธิ์ทั้งสองอย่าง ขาดแต่อายุ 18 
ปีบริบูรณ์ถึงสอบบรรจุได้ ก็อกหักสิ เพื่อนไปสอบ ได้บรรจุกันหมด เหลือคนเก่งเคว้งอยู่บ้านคนเดียว เรียนต่อเขาให้โควต้า บางพระ 3 แม่โจ้ 3 เรามีสิทธิ์เลือกก่อน แต่พ่อไม่มีทุนจะส่งให้เรียน ก็ทำเกษตร
ที่บ้าน แทน ทำไร่ทำนาน่ะ โดนเพื่อนบ้านเยาะเย้ยถากถาง พูดไม่ออก เขาบอกว่า เรียนไป ก็แค่นั้น
ไม่ได้ทำการทำงานอะไรหรอก เสียเงินเสียเวลา บางคนถึงกับให้ลูกออก เมื่อเรียนไปแค่ ม.3 เจ็บใจ
นะแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันจริงแบบเขาว่า 
........ปี 2504-2510 ช่วงนี้ตกงานอยู่บ้านได้รับคำนินทาเยาะเย้ยจนถือเป็นเรื่องปกติก็หันมาศึกษาวิถี
ชีวิตพื้นบ้าน ต้องทำอย่างไรถึงจะอยู่แบบชาวบ้านเข้าได้ ลูกผู้ชาย ต้องทำอะไรเป็นบ้าน โอกาสฝึก
ช่างฝีมือต่าง ๆที่ละเลยไป 6 ปี ที่เรียนต่อ รีบซ่อม เสริมให้ครบ เช่นการถักทอ ฟั่นเชือก ถักทอสวิง 
แห เครื่องจักสานทุกชนิด ทำ ได้ดีด้วย ขยันด้วย จนคนที่เคยเยาะเย้ยถากถางต้องประเมินกันใหม่ 
เพราะเป็นหนุ่ม ที่มีวิชาความรู้สามัญ ด้วยขยันทำมาหากินแบบหนุ่มชาวบ้านด้วย อย่าเลย รู้ทันน่า
เจอเราคุยแต่เรื่องลูกสาวให้ฟัง มันขยัน มันเก่ง....555
........ปี 2510 พ่อแม่ขอให้บวช 1 พรรษา ออกพรรษาจะจัดแต่งงานให้ คงเห็นเราชอบพูดคุยกับสาว
ที่ทำนาติดกัน สาวเจ้าก็ขยันเกินขุดดินทำคันนาเก่งกว่าราอีก จับ คันไถไถนาก็เก่ง ลงดำนาได้แต่
เช้ายันเย็น ใครก็อยากได้เป็นสะใภ้ แม่ว่าถ้าแกได้ เมียแบบนี้รับรองไม่อดตาย แต่เราเฉย ๆ ก็เคย
คุยกันแบบคนรู้จักกันเฉย ๆ พอบวชกลับ ติดลมเพราะชอบการศึกษาเล่าเรียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
สอบได้ทุกปี นักธรรมตรี โท เอก เปรียญ 2-3-4 แถมสอบเทียบ พ.กศ. และ พ.ม. ได้อีก เลยต้องสึก
ออกมา สอบบรรจุเป็นครูปี 2516 อ้อเป็นครูโรงเรียนมัธยมครับ เขาให้สอนวิชาศีลธรรม .
........ปี 2518 สอบศึกษาต่อ กศ.บ.ตั้งใจจะสอบคณิต-วิทย์ อ่านตำราเข้าใจยาก ไปสมัครสอบเอก
ภาษาไทย ปรากฏสอบได้ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนภาษาไทย ไหน ๆก็สอบติดแล้วก็เลยเรียนภาษา
ไทย คะแนนสอบต่ำมาก โปรไฟล์วิชาชุด พ.ม. ภาษาไทยสอบได้ 53 %คะแนนสอบคัดเลือกภาษา
ไทย อันดับ 39 จาก จำนวน 40 คนที่รับ อาจารย์แนะแนวเรียกไปพบและแนะนำให้ขยันศึกษาเล่า
เรียน ขอบคุณอาจารย์แนะแนว เพราะทำให้เราตื่นตัวเลิกคิดว่าตัวเองเก่ง ผลก็คือได้ เกียรตินิยม
พ่วงท้าย กศ.บ.(เกียรตินิยม) แบบนี้ไงโก้มากนา
..........จบเอกภาษาไทย ถามว่าสอนภาษาไทยใช่ไหม เปล่าเลยโรงเรียนเขาให้สอน ศีลธรรมตั้ง
แต่แรกบรรจุแล้ว จบเอกไทยก็ตามครูภาษาไทยเยอะแยะ แต่ครูศีล ธรรมไม่มีครูสังคมก็ไม่อยาก
สอนศีลธรรม มีครูจบเปรียญ 2 คน นักเรียน 46 ห้อง แบ่งคนละครึ่งสอนศีลธรรม ภาษาไทยก็ใส่ลิ้น
ชักไว้ .
..........หัวหน้าหมวดวิชาภาษาไทยย้ายเพื่อนครูขอให้รับหน้าที่หัวหน้าหมวด วิชา ก็รับไว้จนกว่า
เขาจะหาคนได้ เพราะเราทำหน้าที่ผู้ช่วยฝ่ายวิชาการอยู่ เกือบ ปี ถึงมีครูจบปริญญาตรีกลับมา 
ก็มอบหมายให้เขารับไป ช่วงที่รับหน้าที่หัวหน้า หมวดวิชาได้ช่วยสอนวิชาวรรณคดีไทย 6-10 
ชั่วโมง สอนกิจกรรมชุมนุมร้อยกรอง รับเด็ก ม. 1 เพียง 12 คน เพื่อทดลองบทเรียนร้อยกรองเรื่อง
กาพย์ ยานี ๑๑ และกลอนแปด ผลเกินคาด เด็กแต่งกาพย์กลอนได้รวดเร็ว ถูกฉันทลักษณ์  ดูใจ
ความดี ส่งแข่งกลอนสดกับพวก ม.ปลาย ได้ รองชนะเลิศ เด็กไม่พอใจเพราะ กลอนที่ชนะเลิศมี
ข้อบกพร่องมาก ต้องปลอบใจด้วยพาไปเลี้ยงข้าวก่อนพากลับ
............กรรมการตัดสินกาพย์กลอน ควรมีความรู้เชี่ยวชาญพอสมควร จะได้ ตัดสินได้ถูกต้อง บท
กลอนที่ให้ชนะวันนั้นมีทั้ง สัมผัสเลือน สัมผัสลัด ละลอกทับ ละลอกฉลอง ดีอย่างเดียวคือใจความ 
เด็กเรายังรู้เลยว่าบกพร่องอย่างไร ทำไม กรรมการไม่รู้ เราก็ไม่กล้าท้วงเดี๋ยวจะเป็นการหักหน้า
กรรมการที่เรียกผู้ทรงคุณวุฒิจากอุดมศึกษา
............ฝึกเขียนร้อยกรอง สนใจฝึกจริงจังเมื่อจบ กศ.บ.(เกียรตินิยม)ถึงไม่ได้สอนภาษาไทย ก็
ควรมีผลงานภาษาไทยไว้อวดเขาบ้าง แรก ๆ เขียนกาพย์ยานีเล่น ๆ เอานิทานโจ้กพื้นบ้านมาแต่ง
ราวสามสิบเรื่อง พิมพ์ใส่คอมไว้ เพื่อน ๆมาอ่านเล่นขอ ปรินท์ไปอ่านกัน ขอให้ทำเป็นเล่ม ไม่กล้า
ทำหรอก เดอร์ตี้โจ้กทั้งนั้น ที่สุดก็หาย ไปหมด เหลือแต่นิทานธรรมดา ๆ อย่างอีสป 100 เรื่องเป็น
ต้น จากกาพย์ก็กลอน ชอบเขียนเป็นนิราศ ยาวเกิน 100 บทกลอนทั้งนั้น เช่น นิราศสมุย นิราศไทร
โยค นิราศดอยอ่างขาง โคลงก็ชอบเขียนเช่น นิราศภูกระดึง นิราศเมืองเหนือ ในที่ สุดเลยมีผลงาน
ที่เขียนเป็นร้อยกรองมากมาย 
............มีเทคนิคอะไรไหมที่จะทำให้เราเขียนคำร้องกรองได้ดี ตอบไม่ยากแต่ทำอาจยากหน่อย 
ร้อยกรองทุกชนิดเหมือนกันหมดคือ เขียนมาก ๆ จะเกิดความถนัด ไม่ติดขัดเมื่อจะแต่ง อย่าคิดพึ่งพรสวรรค์ถ้ารู้ว่าเราไม่มี พรขยันชนะพรสวรรค์ได้เชื่อเถอะ ผมฝึกแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน แต่
ละชนิดต้องเกิน 1000 บท ถึงจะเชื่อว่าตัวเองแต่งได้ ณ วันนี้เกินกำหนดที่ตั้งไว้แล้วทั้งหมด เลยคุย
โม้ได้ว่าแต่งคำร้อยกรองได้ทุกชนิดไม่มีติดขัด 
...........มีผลงานเผยแพร่บ้างไหม คงหมายถึงพิมพ์เผยแพร่ ไม่มีหรอก ที่เผยแพร่ทางเวบไซท์ ทาง
เฟซ พอมีบ้าง จะพิมพ์เป็นหนังสือคงได้หลายสิบเล่ม(เรื่อง) เอาไว้ให้ลูกหลานเขาอยากทำเลือก
ไปทำแล้วกัน เพราะส่วนตัวเองแล้วไม่พิมพ์หรอก เพราะ ค่าใช้จ่ายจัดพิมพ์ไม่มี พิมพ์ก็คงพิมพ์แจก 
ขายไม่ออกหรอก สมัยนี้คนอ่านร้อยกรองแนวโบราณหายาก งานเขียนที่แต่งด้วย กาพย์ กลอนโคลง
และฉันท์ มีมากจนจำไม่ได้ จะจดจำได้ก็พวกที่อัพโหลดไปไว้ที่เวบไซท์ อยู่ในคอมนับไม่ถ้วน เอา
มาให้ดูแล้วกัน
---------------------------
เวบขุนทองเขียนกาพย์กลอน ข้อเขียนร้อยกรองเยอะมาก
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/2.html
เวบขุนทองเขียนร้อยแก้ว ตั้งใจจะรวมเรื่องเล่าต่าง ๆแต่มีร้อยกรองแทรกอยู่บ้าง
https://mykht.blogspot.com/
เวบขุนทองเว้าพื้นบ้าน เนื้อหาตามนั้น แต่มีร้อยกรองปนอยู่นิดหน่อย
http://khuntong52.blogspot.com/2017/06/26.html

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เล่าเรื่องกาพย์ยานี



ไปหาซื้อขนมตาล น้ำตาลสด หมู่บ้านตาลสด บางคล้า เจอตลาดนัดที่วัดปากน้ำโจ้โล่ 
เห็นโบสถ์สวยดี ถ่ายรูปไว้ดูเล่นครับ


เ
ล่าเรื่องกาพย์ยานี

........กาพย์ หมายความถึงคำพูด ถ้อยคำ อย่างที่ผู้เฒ่าพูดคุยกัน "เป็นกาพย์เป็นกลอน" พจนานุกรมไทยก็ให้ความหมายไว้ว่า
.......กาพย์ น. คําร้อยกรองประเภทหนึ่ง มีหลายชนิด เช่น กาพย์ฉบัง กาพย์สุรางคนางค์ กาพย์ยานี กาพย์ขับไม้. (ส. กาวฺย).กาพย์กลอน น. คําร้อยกรอง.
.........รู้จักกาพย์ จากหนังสือเล่มเล็ก ๆ ในงาน "งันเฮือนดี" เป็นสำนวนอีสาน กาพย์ปู่ สอนหลาน กาพย์พระมุนี กาพย์-ผญา อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะไม่มีความรู้เรื่องคำ ร้อยกรองอีสาน ก็ได้รู้ว่ามีคำกาพย์อีสานมาแต่โบราณ ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ศึกษาจริงจัง แค่ รู้จักว่ามีกาพย์อีสานมานานแล้ว เท่านั้นเอง
..........จะคุยเรื่องกาพย์ แบบเล่าประสบการณ์จากการแต่งกาพย์ ไม่ใช่ตำรานะขอออกตัว ไว้ก่อน ดังนั้นเลยไม่ค่อยจะมีหลักเกณฑ์หรอก ว่ากันทื่อ ๆไปเลย เนาะ ผมแต่งกาพย์ยานี 11  ก่อน กาพย์อย่างอื่น เพราะใช้คำประหยัด แค่บาท ละ 11 คำ สองบาท 22 คำ ก็ได้ 1 บทแล้ว ใช้คำน้อย น่าจะเหมาะกับคนขยันน้อยอย่างเรา โตจนเป็นครู โท แล้วยังแต่กาพย์ กลอนไม่เป็น บรรจุใช้วุฒิ พม. เขาให้สอนศีลธรรม เหมา ม.ต้น 18 ห้อง ส่วน ม.ปลายยก ให้เพื่อนอีกคน มหาเปรียญ 6 ไป เรา แค่ เปรียญ 4 รับ ม.ต้น ดีแล้ว นี่แหละทำให้ไม่สนใจเรื่อง กาพย์กลอน เอาแต่เทศน์ให้เด็กฟังทุกวัน
.........ต่อมาสอบไปเรียนต่อได้เอกภาษาไทย จบมาเขาให้สอนภาษาไทย วิชาที่คนอื่นไม่ชอบ วรรณคดีไทยนั่นไง เลยเป็นความจำเป็นต้องสอนร้อยกรองไปด้วย ต้องอ่าน ทบทวน กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ หยิบกาพย์ยานี 11 ก่อน ฝึกด้วยการเขียนลงกระดาษข้อสอบเก่า อยู่ห้อง วิชาการ เครื่องโรเนียวมีกระดาษเขาทิ้งเป็นกล่อง ๆ นานทีมีพ่อค้ามาขอซื้อ เราเลือก ที่มันพอ ใช้ได้มาเย็บ 10-20 แผ่น เอาไว้เขียนเล่น ก็สนุกดีนะ ลงมือฝึกจริงก็พอเขียนได้
..........เขียนบทเรียนสำเร็จรูปการแต่งร้อยกรอง ทำเป็นภาคนิพนธ์ส่งครูวิชาการประพันธ์ ที่ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ใช้กาพย์ยานีเป็นหัวข้อเรื่อง เขียนจนกระทั่งว่ากาพย์ยานี 11 ปากเปล่าได้ จบมาเอามาใช้กับนักเรียน ม.1 เด็กสามารถโต้วาทีด้วยกาพย์ได้ เป็นเด็กชุมนุมร้อยกรอง มีสมาชิก 12 คน ขอหมวดวิชาภาษาไทยเขาให้จัดเด็ก ม.1 ให้ อ้อเราเป็นผู้ช่วยฝ่ายวิชาการครับ ไม่ต้องสอนกิจกรรมอะไรก็ได้ แต่อยากลองวิชา ผลเกินคาด เล่นกาพย์เบื่อ ขอกลอน ครูภาษาไทย มาเห็นชอบใจ เขามีกิจกรรมทางวิชาการระดับจังหวัด มีรายการโต้กลอนสดด้วย เราส่งเด็กไปแข่ง ม. ต้นได้เหรียญทอง ครูภาษาไทยไม่ได้ส่งทีม ม.ปลาย มาขอเด็กเราไปลงแข่ง เด็กเราไม่กลัว ม.1 สู่กับ ม.5-6 ได้รองชนะเลิศก็ดีใจมากแล้ว
........มัวแต่โม้เนาะ เมื่อไรจะถึงกาพย์ยานี ซะที ขออภัย นิสัยเดิมกำเริบ แต่งกาพย์ก็ต้องรู้แผน ผังบังคับก่อน แล้วแต่งตาม จะรู้จากไหนล่ะ เปิดตำราก็ได้ แต่ผมไม่เปิดหรอก ไม่มีหนังสือส่วน ตนเอง ไปห้องสมุดก็อยู่ห่างไป เลยใช้บทท่องจำใช้สอบวิชาชุดครู ยังจำได้อยู่ 

..........วิเคราะห์ แจกแจงดู ยานี 11 จำนวนคำที่ ใช้ วรรคอยู่แถวหน้า 5 คำ แถวหลัง 6 คำ วางรูปแบบบรรทัดละ 1 บาท 2 บาทเรียก 1 บท ตัวอย่างที่ยกมามี 3 บท ชื่อยานี 11 มาจาก จำนวนคำในแต่ละบาทนั่นเอง 
...........สัมผัสบังคับ บทหนึ่งมีสองแห่ง คือ (1)คำท้ายวรรคที่ 1 ส่งให้คำที่ 3 ในวรรคที่ 2 และ(2)คำท้ายวรรคที่ 2 ส่งไปให้คำท้ายวรรคที่ 3 บังคับแต่ละบทมีแค่นี้
..........แต่ยาวกว่า 1 บท ต้อง มีส่งต่อจากบทแรกไปยังบทถัดไป โดยคำท้ายบทแรก ส่งไปให้ คำท้ายวรรคที่ 2 บทถัดไป ส่ง-รับแบบนี้ไปเรื่อยจนจบความ แบบนี้ไง


                                     

............รู้แผนผังบังคับแล้วก็แต่งได้ แต่เพราะไม่เพราะอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการแต่งกาพย์เพราะมีเรื่อง
ต้องรู้เพิ่มอีกคือความร่ำรวยถ้อยคำ นึกหาคำ ไหลมาไม่หยุดยังกะน้ำลำธาร ใช้ได้ และเรื่อง
จังหวะ สัมผัสนอก และสัมผัสใน เนื้อหาสำคัญก็จริงแต่ไม่มีวิธีแนะนำ ต้องหาประสบการณ์เอง
อ่านมาก ๆ จะได้แนวคิดพัฒนาเนื้อหา ส่วน 3 เรื่อง พอจะบอกกันได้
........จังหวะกาพย์ยานี วรรค 5 คำ จังหวะ 2 - 3 เพราะกว่า 3-2
.........วรรค 6 คำ 3 - 3 เท่านั้น อย่างอื่นไม่เพราะ
.........สัมผัสนอก ก็ให้ตรงตามแผนผังบังคับ ดีที่สุด อนุโลมได้ไหม วรรค 1 ไปวรรค 2 กำหนด
คำที่ 3 รับ เคยเห็น คำที่ 1-4 คำใดคำหนึ่งรับสัมผัส ได้ แต่ใช้คำเดียวนะ มีมากกวา 1 ไม่ได้เขา
เรียกสัมผัสเลื่อนเปื้อน ไม่ดี
.........สัมผัสใน มีก็ได้ ไม่มีก็ไม่เป็นไร ส่วนมากอยากใส่สัมผัสใน เพราะคิดว่าจะช่วยให้เพราะ
มากขึ้น ก็ไม่ผิดหรอก แต่ใส่ให้เป็น สัมผัสในที่เป็นสัมผัสพยัญชนะ(สัมผัสอักษร) ไม่ค่อยมีปัญหา
ใส่ได้ใส่เข้าไป แต่สัมผัสในที่เป็นสัมผัสสระ ต้องระวัง อย่าให้เสียงไปซ้ำกับสังผัสบังคับเข้า ทำ
ให้กาพย์ชำรุดเสียหายได้
........น่าจะพอแล้วนะหลักเกณฑ์ของกาพย์ยานี 11 มาดูตัวอย่างกาพย์ยานี แบบต่าง ๆ ดังนี้
.........1. แต่งกาพย์ยานี 11 วรรคหน้า 5 คำ หลัง 6 คำ จดจำมาแค่นี้ ลุยเลย ได้กาพย์แบบนี้
..............กาพย์ยานีกำหนด...............จดจำบังคับแผนผัง
............สิบเอ็ดคำระวัง......................ใส่ให้ครบครันจึงดี
.............กาพย์อ่านจังหวะ 2-3 และ 3-3 วางคำคร่อมจังหวะ อ่านยาก จนไม่อยากอ่านอย่าลืม
จังหวะกาพย์สำคัญไม่น้อย
..........2.แต่งกาพย์ไม่เคร่งฉันทลักษณ์
............ลองแต่งกาพย์ยานีสิบเอ็ด..............ให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง
............ห้าบทหนาอย่าโกง.........................สบายสบายไม่ต้องกังวล
.......การนับคำในร้อยกรอง นับเสียงพยางค์เท่ากับหนึ่งคำ ถึงจะอนุโลมได้บางคำ ก็ไม่ควรใช้บริการ
พรรษายังน้อย ว่าตามกฏข้อบังคับไปก่อน แก่พรรษาแล้ว แต่งผิด คนเห็นยังว่าเป็นแบบใหม่...55
..........3. สัมผัสในแพรวพราว
..............แต่งกาพย์ซาบซึ้งถึง................คะนึงครวญรวนเรเสน่หา
............ถึงคนรักสลักจิตสนิทอุรา.............แก้วกานดาอย่าลืมปลื้มเปรมใจ
.........สัมผัสในช่วยให้อ่านเพราะก็จริง แต่ก็ทำให้ใจความเป๋ไปได้ง่ายเหมือนกัน ใช้ให้เป็น
........ติโน่น เตือนนี่ แบบครูคนอื่น ๆน่าแหละ แต่งให้ดูบ้างสิ มีน้ำยาแค่ไหน อันนี้พูดแทนคน
ที่อ่านแล้วหมั่นใส้ ครับผม จะแต่งให้อ่านดู เอาเรื่องมีสาระหน่อยแล้วกัน การนับถือพุทธศาสนา....
...........กระผมเป็นชาวพุทธ...............จิตพิสุทธิ์สรณัง
.......ไตรรัตน์จงเจตน์ตั้ง.....................เป็นที่พึ่งถึงโดยคุณ
........สัพพะปาปัสสะ..........................บาปจักละมิใช่บุญ
.........ทำให้เกิดเรื่องวุ่น.....................พลอยกังวลหม่นหมองใจ
.........กุศลสัมปทา.............................ทำมากพาจิตสดใส
.........อิ่มเอมเปรมหทัย......................จิตผ่องแผ้วปราศนิวรณ์
.........สามเรื่องพุทธศาสตร์................ที่ปวงปราชญ์รับคำสอน
.........สืบทอดทุกบทตอน...................อนุศาสน์มานับนาน ฯ
........พอแหละเนาะ กาพย์ยานี เอาไว้เขียนกาพย์อย่างอื่นมั่ง ...


ขุนทอง ศรีประจง 
22-ส.ค.-61 

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

หัดแต่งกาพย์



.......วันนี้ 28 มิถุนายน 2561 อยากเล่าประสบการณ์การแต่งกาพย์สู่กันฟัง โดยเฉพาะท่านที่ชอบอ่านบทร้อยกรองที่กระผมเขียน ซึ่งแต่งด้วยกาพย์มาก กว่าร้อยกรองชนิดอื่น บททักทาย อวยพรวันเกิด บันทึกเรื่องราว ชอบใช้กาพย์ มากกว่าโคลงกลอน สาเหตุเพราะถนัด โดยเฉพาะกาพย์ยานี กาพย์ชนิด อื่น ๆ ก็แต่งบ้างแต่ไม่มาก


.......แต่งกาพย์ก็เหมือนร้อยกรองชนิดอื่น ๆ นั่นแหละ สิ่งแรกคือจดจำแผน ผังบังคับ บทกาพย์ยานีที่ช่วยผมจำแผนผังบังคับได้ดี...ได้แก่
.......พระเสด็จโดยแดนชล.........ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
........กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย.......พายอ่อนหยับจับงามงอน ฯ
........ทบทวนแผนผังบังคับจากบทนี้ บทหนึ่งมี 2 บาท บาทหนึ่งมี 2 วรรค วรรควางข้างหน้า 5 คำ ข้างหลัง 6 คำ รวมวรรคหน้า + หลัง บาทละ 11 คำ เวลาอ่านจังหวะจะเป็น 2-3 และ 3-3 เช่นนี้ทุกบาท สังผัสนอกคือบังคับว่า.....
........สัมผัสบังคับ คำท้ายวรรคที่หนึ่ง ส่งให้คำที่ 3 วรรคที่ 2
........สัมผัสบังคับ คำท้ายวรรคที่ 2 ส่งสัมผัสห้ำท้ายวรรคที่ 3 จบบังคับ
........คำท้ายบทจะส่งสัมผัสให้บทถัดไป ตรงคำท้ายวรรคที่ 2
........ข้อสังเกต วรรคที่ 3 และวรรคที่ 4 ไม่มีบังคับสัมผัสแบบกลอนแปด
........ความไพเราะของกาพย์ยานี นิยมใช้สัมผัสในช่วย ตัวอย่างที่ยกมาจัด
เป็นกาพย์ที่แต่งได้ไพเราะมาก
.........1..วรรคที่ 1 สัมผัสพยัญชนะ ด 3 คำ
.........2. วรรคที่ 2 สัมผัสพยัญชนะ ฉ 2 คำ
.........3. วรรคที่ 3 สัมผัสพยัญชนะ ก 2 คำ พยัญชนะ พ 2 คำ และมี
สัมผัสสระเสียง แอว 2 คำ
........4. วรรคที่ 4 มีสัมผัสเสียงสระ อับ 2 คำ สัมผัสพยัญชนะ ง 2 คำ
........หมายเหตุ สัมผัสในที่เกิดมากมายเช่นนี้ มิใช่กฏหรือข้อบังคับ แต่เป็นรสนิยมของผู้แต่ง ท่านทราบกาพย์ยานี จะมีความไพเราะมากขึ้น ถ้า
........มีสัมผัสใน ประเภทสัมผัสพยัญชนะ มากกว่าสัมผัสสระ
........เสียงท้ายวรรคในบทหนึ่ง ๆ เป็นไปตามธรรมชาติ การอ่านทำนองเสนาะจะคล่องรื่นไหลดี ถ้าวรรคที่ 2 ลงด้วยเสียงสูง โดยเฉพาะเสียงจัตวา วรรคอื่น ๆส่วนมากมักเป็นเสียงสามัญ ส่วนเสียงอื่นก็มีบ้าง
.........ลองแต่งกาพย์ยานี..........บังคับมีตามแผนผัง
.........สิบเอ็ดคำระวัง................แต่งให้ครบตามกระบวน
.........แต่งให้ครบจำนวนคำตามแผนผัง ไม่ได้นึกถึงความไพเราะ ได้สัมผัสในคู่เดียวคือ แผนผัง คำมันบังคับเสียง ผ 2 คำ จะลองเสริมสัมผัสในเพิ่ม
..........กรองกานท์กาพย์ยานี.......คำควรมีพบแผนผัง
..........สิบเอ็ดพากเพียรยัง...........ลงคำครบจบกระบวน
..........เสริมสัมผัสในมีทุกวรรค อ่านรื่นมากขึ้น เลยได้ข้อสรุปว่าแต่งกาพย์ยานี ต้องรู้จังหวะการอ่านออกเสียงของกาพย์ ตือ 2-3 และ 3-3 อย่าให้มีคำคร่อมจังหวะ เพราะจะอ่านสะดุด เช่น
..........พระเสด็จโดยแดนชล พระเสด็จ 3 พยางค์ แต่มีสองคำ เสด็จพยางค์แรกเสียง ลหุ ลงจังหวะกาพย์ 2 คำ เลยไม่ติดขัด
..........พระดำเนินโดยทางเรือ ดำ ถือเป็นลหุจริง แต่เสียงหนัก ทำให้คร่อมจังหวะต้องอ่าน พระดำ...เนิน โดยทางเรือ กลายเป็น 6 คำ ผิดฉันทลักษณ์วรรคหน้า 5 คำ จังหวะ 2+3
...........กาพย์ยานีสิบเอ็ด...........คำ กาพย์ยานี คร่อมจังหวะ 2+3
...........เฉลิมขวัญวันเกิด............คำ เฉลิมขวัญ อ่านแยกไม่ได้ คร่อมจังหวะ
...........สดุดีราชัน....................คำ สดุดี คร่อมจังหวะ
...........จากตัวอย่างจะพบว่า จำนวนคำวรรคหน้ากำหนดให้มี 5 คำ/พยางค์กาพย์ยานีสิบเอ็ด เฉลิมขวัญวันเกิด และคำ สดุดีราชา จำนวนคำครบตามบังคับแต่อ่านจังหวะ 2-3 ไม่รื่นติดจังหวะต้องอ่านฉีกคำ กาพย์ยา...นีสิบเอ็ดเฉลิม...ขวัญวันเกิด สดุ...ดีราชา อ่านได้แต่ดู ตลกดี จัดคำลงให้พอดีกับ
จังหวะจะอ่านเพราะกว่า
...........นับคำกาพย์ยานี อ่าน 2-3 ได้
...........เฉลิมวันเกิดนุช...เฉลิมอ่านลำพังไม่ต้องพ่วงคำขวัญ
...........ราชันสดุดี..........อ่าน2-3 ได้
...........กรณีวรรคหลังกำหนดมี 6 คำ จังหวะ 3-3 ก็ควรเลือกคำลงให้พอดีถ้ามีคำคร่อม ก็จะทำให้อ่านสะดุด ไม่เพราะ เช่น
...........กระบวนจะยาตรา.........มหากษัตริย์ดำเนิน
...........ชลมารคพระก็เพลิน......ชมปลาชมนกมากมี
...........ปลาชะโดสวาย.............ปลากรายปลาเค้าแปลกสี
...........ปลาสลาดกระดี.............ปลาเสือปลาแรดกดคัง
...........จำนวนคำใส่วรรคหน้า 5 วรรคหลัง 6 บังคับสัมผัสก็ตามแผน แต่อ่านยังไงก็ไม่เป็นกาพย์ยานี 11 ให้ เพราะจังหวะคำวางไม่ดีนั่นเอง ลองปรับจังหวะให้เป็น 2-3 และ 3-3 ดู
............กระบวนจะยาตรา อ่าน 2- 3 ได้.....ขัตติยาจักดำเนิน อ่าน 3-3 ได้
............ชลมาร์คพระเพลิดเพลิน อ่าน 2-3 ได้ ปรับคำนิดหน่อยให้สัมผัส พ
.............มัตสยานานามี อ่าน 3-3 ได้
.............ชะโดแลสวาย อ่าน 2-3 ได้
.............งามปลากรายเค้าหลากสี อ่าน 3-3 ได้
.............สลาดปลากระดี่...อ่าน2-3 ได้
.............แรดกดคังโน่นเสือปลา อ่าน 3-3 ได้
.......กระบวนจักยาตรา................ขัตติยาจักดำเนิน
.......ชลมาร์คพระเพลิดเพลิน........มัตสยานานามี
.......ชะโดแลสวาย.....................งามปลากรายเค้าหลากสี
........สลาดปลากระดี่..................แรดกดคังโน่นเสือปลา
........พอจัดคำลงจังหวะได้ อ่านก็เป็นกาพย์ยานี 11 ได้ทันทีเหมือนกัน แสดงว่าจังหวะของกาพย์ยานี 11 สำคัญไม่น้อย เวลาฝึกแต่ง นอกจากจะจดจำจำนวนคำแล้ว ยังต้องรู้จังหวะแต่ละวรรคด้วยจะช่วยให้กาพย์ อ่านง่ายขึ้น
.........สรุปสาระจากเรื่องที่นำเสนอคือ แต่งกาพย์ยานี 11 ทุกบาทมีจังหวะเป็น2-3 และ 3-3 คล้ายกันตลอด ผู้ฝึกแต่งควรวางคำให้ตรงจังหวะการอ่านด้วย จะช่วยให้กาพย์ที่แต่งอ่านคล่องมากขึ้น กาพย์จะอ่านเพราะถ้ามีสัมผัสในย จะใช้สัมผัสสระก็ดี สัมผัสพยัญชนะ ก็เพราะ กวีที่แต่กาพย์ยานี อ่านเพราะมาก ๆ พบว่าท่านนิยมสัมผัสในเป็นสัมผัสพยัญชนะมากกว่าสัมผัสสระ......... ดูกาพย์อย่างอื่นมั่ง

ลองแต่งกาพย์สุรางคนางค์

.......ผมใช้วิธีเดิม ๆ ครับ คือหาบทกาพย์ที่จำได้มาศึกษาแผนผังบังคับ เคยดูแผนผังกาพย์สุรางคนางค์ จะมี 4 บรรทัด บรรทัดแรกวางไว้วรรคเดียว ที่เหลือวาง 2 บรรทัดบทที่จำได้ดีจากกาพย์พระไชยสุริยาครับ
................................พระชวนนวลนอน
เข็ญใจไม้ขอน ...........เหมือนหมอนแม่นา
ภูธรสอนมนต์..............ให้บ่นภาวนา
เย็นค่ำร่ำว่า.................กันป่าไภยพาล
..............................วันนั้นจันทร
มีดารากร..................เป็นบริวาร
เห็นสิ้นดินฟ้า...............ในป่าท่าธาร
มาลีคลี่บาน................ใบก้านอรชร
.............................. เย็นฉ้ำน้ำฟ้า
ชื่นชะผะกา............... วายุพาขจร
สาระพันจันทน์อิน.......รื่นกลิ่นเกสร
แตนต่อคลอร่อน.........ว้าว่อนเวียนระวัน
..........กำหนดแต่งวรรคละ 4 คำ จำนวน 7 วรรค ลงตัว 28 คำตามชื่อกาพย์ วางจังหวะคำแบบ2-2 ทุกวรรค สัมผัสนอกหรือบังคับ ดังนี้
.........1. คำท้ายวรรคแรกส่งให้คำท้ายวรรคที่ 2 จบ ไม่ต่อไปวรรค 3
.........2..คำท้ายวรรค 3 รับสัมผัสระหว่างบท และส่งต่อคำท้ายวรรคที่ 5
.........3. คำท้ายวรรคที่ 5 ส้งสัมผัสให้คำท้ายวรรคที่ 6 จบสัมผัสบังคับ
.........กาพย์ท่านสุนทรภู่ แถมสัมผัสเกินมาที่ไหนบ้าง (คำท้ายวรรค 2....วรรค 3)อย่างด้วยก็ได้ บอกไว้ตรงนี้เพื่อทราบเฉย ๆ(คำท้ายวรรค 6 ....วรรค 7) แผนผังไม่ระบุให้มี ท่านสุนทรภู่แถมมา อ่านไพเราะดี จะเอา แผนผัง วางแบบนี้ จะดูง่ายไม่ตาลาย


.........ความไพเราะกาพย์ใช้สัมผัสในช่วย สัมผัสพยัญชนะใข้ได้ทุกวรรค ส่วนสัมผัสสระควรระวังอย่าใช้เสียงสระเดียวกันกับสระที่เป็นสัมผัสบังคับ เหมือนตัวอย่างที่ยกมา ทำให้สัมผัสเลื่อน สัมผัสเฝือ ท่านสุนทรภู่ชอบสัมผัสในอยู่แล้วท่านก็แต่งเอาไพเราะเป็นสำคัญ ส่วนเรา ๆ แต่งตามแบบแผนไปก่อน เก่งแล้วค่อยลองนอกแบบ
.....................................................ลงธารชมปลา
..................ยากนักแลหา..............น้ำมันขุนมัว
...................เห็นน้ำกระเพื่อม.........แลเลื่อมชวนหัว
..................คงจักเห็นตัว................กลับเป็นก้อนดิน
......................................................เด็กยิงกระสุน
..................หนังยางยิงวุ่น..............เสียวหัวลูกหิน
..................โดนเจ็บจริงแท้.............คงแย่ลูกบิน
...................แสบแสนสุดสิ้น............คงได้ด่ากัน
.......................................................ลอยเต็มท่าธาร
....................ถุงซองปลาหวาน.........ขยะสาระพัน
....................พลาสติคกระดาษ.........ประหลาดนักขัน
.....................อีกหน่อยคลองตัน.......ขยะเต็มมากมาย
........................................................อยากให้ช่วยกัน
.....................จัดที่จัดสรร................ขยะเหลือหลาย
.....................ทิ้งให้เป็นที่.................มิมีวุ่นวาย
......................ขจัดอันตราย.............ขยะควบคุม
........................................................บ้านเรือนสดใส
....................ขยะหายไป..................มลพิษมิรุม
.....................ต้นหญ้าเริ่มงอก...........ไม้ดอกไม้พุ่ม
.....................มินานครอบคลุม...........เต็มบ้านเต็มเมือง
........................................................จัดระเบียบดี
.....................คัดรูปคัดสี...................ประเทิงประเทือง
....................งามตางามใจ.................ดอกไม้ขาวเหลือง
....................แลรุ่งแลเรือง.................จัดให้ดูงาม

..........กาพย์สุรางคนางค์ แต่ยากตรงจัดสัมผัสตามแผน ถ้าจัดวางแบบนี้จะสังเกตง่ายหน่อยท้ายวรรคหนึ่งส่งท้ายวรรคสอง ตัด ท้ายวรรคสามรับสัมผัสบทก่อนหน้าและท้ายวรรค ห้าวรรคห้าส่งให้วรรค หก และตัดแค่นี้ แถวหน้า 3 วสรรค มีส่งสัมผัสวรรคเดียวคือวรรค 4
ข้อสังเกตเพื่อจำง่าย มีสัมผัส 3 เส้นทางคือ

..............1. คำท้ายวรรคที่ 1 ส่งคำท้าย ววรค 2 ตัดไม่ส่งต่อ

..............2. คำท้ายวรรค 3 รับสัมผัสบทก่อนน้า และส่งให้คำท้ายวรรค 5 ส่งต่อไปท้ายวรรค หก

..............3. คำท้ายวรรค 4 ส่งคำสองวรรคห้า

.............กาพย์จังหวะ 2-2 อ่านสนุกดี จัดสัมผัสก็ไม่ยากเกินไป น่าจะลองแต่งเล่นดู ชมนก ชมไม้

ชมปลา ก็ง่ายดี ลองดูครับ


ลองกาพย์ฉบังมั่ง

..........ฉบัง 16 เป็นกาพย์ที่ผมจำได้มากมาย จะเอามาเป็นแบบศึกษาแผนผังบังคับเลยไม่ยากจากบทสวดมนต์ประจำสัปดาห์ครับ จากบทสวดมนต์วันศุกร์ที่โรงเรียนน่ะครับ


สวดระลึกธรรมคุณ

(นำ) ธรรมะคือคุณากร...............(รับพร้อมกัน) ส่วนชอบสาธร

ดุจดวงประทีปชัชวาล...............

แห่งองค์พระศาสดาจารย์...............ส่องสัตว์สันดาน

สว่างกระจ่างใจมนท์...............

ธรรมใดนับโดยมรรคผล...............เป็นแปดพึงยล

และเก้ากับทั้งนฤพาน...............

สมญาโลกอุดรพิสดาร...............อันลึกโอฬาร

พิสุทธิ์พิเศษสุกใส...............



เป็นกาพย์ฉบัง 16 สบายผมเลย การจัดจังหวะ 2 คำตลอด เป็น 2-2-2....2-2...2-2-2 เป็น 3 วรรครวมคำ 6+4+6 เป็น 16 คำพอดี สัมผัสบังคับ ดังนี้

.........1. คำท้ายวรรคแรก ใช้รับสัมผัสระหว่างบทด้วย

.........2. สัมผัสในบทมีคู่เดียวคือ คำท้ายวรรที่หนึ่ง ส่งให้คำท้ายวรรคที่ สอง

........จากตัวอย่าง คงแต่งไม่ยาก เพราะจังหวะคำเป็นคู่ ๆ ชมนก ชมปลา ง่ายดี

เพราะส่วนมากชื่อพยางค์เดียว

..........ปลาช่อนปลาหมอปลาหลด..............ปลานิลปลากด

...........ปลาบู่ปลาคังปลากราย

...........นกเขานกขาบปีกลาย.......................นกเจ่าตัวร้าย

...........นกยางอีลุ่มกาแวน

..........สรุปจะแต่งกาพย์ฉบังให้นึกบทสวดมนต์เอาไว้แทนแผนผังบังคับ จังหวะคำเป็นคู่ ๆ 3 วรรค 6-4-6 คำ สัมผัสบังคับในบทมีคู่เดียว คำท้ายวรรคหนึ่ง ไปคำท้ายวรรคสองคำท้ายบทส่งให้คำท้ายวรรคที่สองบทถัดไป....สัมผัสในนิยมสัมผัสพยัญชนะมากกว่าสัมผัสสระ



เมือผมฝึกแต่งร่าย


ถ่ายที่สวนนงนุช พัทยา

.........สมัยไปเรียนเทศน์ พระอาจารย์แนะนำว่าการเทศน์ที่ดี ต้องเลือกสรรถ้อยคำ ที่สุภาพ เรียบร้อย ถูกต้องในเนื้อหา ท่วงทำนองไพเราะ น่าสนใจ ก็เข้าใจนะที่ท่าน แนะนำ แต่ทำไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะสำนวนโวหารที่มีสัมผัสต่อเนื่องกันไป ท่านก็แสดง เป็นตัวอย่าง บ่อย ๆ...เช่น

.........สวัสดีญาติโยมทั้งหลาย....ทุกท่านหมายสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา ณเพลา นี้อาตมภาพจักสาธก และหยิบยกเอาคำพุทธภาษิต.....ที่โบราณลิขิตเป็นคำบาลีเอาไว้ มีใจความว่า อัตตาหิ อัตตโน นาโถ...อัตถวโรแห่งภาษิตอันแยบยล ความว่าตนแลเป็น ที่พึ่งแห่งตน......สาธูชนทั้งหลาย....อาตมภาพขอขยายอรรถให้ชัดเจน.....โยมจะได้ แลเห็นแหละเข้าใจได้โดยง่าย.....ดังจะสาธยายธรรมต่อไป..ฯลฯ ด้วยประการฉะนี้ ฝึกเทศน์อยู่สามปี ได้บ้าง ตกหล่นบ้าง ก็พยายามปรับปรุงแก้ไข เมื่อสอนภาษาไทย
ถึงได้ทราบสำนวนการแสดงธรรมเทศนาที่พระอาจารย์สอนให้เทศน์ ก็คือคำร้อยกรอง ประเภทร่ายยาวนั่นเอง นึงถึงทีไรก็อดภูมิใจไม่ได้

.........เมือไปเปิดตำราร้อยกรองหาอ่านฉันทลักษณ์คำประพันธ์ชื่อ ร่ายยาว พบว่าเป็น คำประพันธ์ที่เน้นสำนวนคำสละสลวย จำนวนคำแต่ละวรรค มากบ้าง น้อยบ้าง ไม่เท่ากัน มีการร้อยคำระหว่างวรรคต่อเนื่องกันไปจากคำท้ายวรรคหน้า ไปยังคำที่1/2/3 วรรคถัด ไป จะยาวกี่วรรดไม่จำกัด ร่ายยาวนี้ใช้แต่งเทศน์ หรือบทสวด ที่ต้องว่าเป็นทำนอง เช่น เทศน์มหาชาติ เทศน์ธรรมวัตร เมื่อจบความตอนหนึ่งๆมักลงท้ายด้วยคำว่า นั้นแล ฉะนี้แล นั้นเถิด นี้แล ด้วยประการฉะนี้ เป็นต้น เมื่อจะเขียนแผนผังรายยาว จะเป็น ดังนี้


........เห็นแผนผังแล้วก็ชักคันไม้คันมือ ขอลองหน่อย เพราะยังไงก็คงง่ายกว่าเทศน์ เนื่องจากมีเวลาแก้ไข เทศน์ว่าปากเปล่านี่นา แก้ไม่ได้ ผิดก็ผิดไปเลย ขอลองหน่อย
.......โอมจะขอสาธยาย..........รายอย่างยาวคราวตรึกจะศึกษา........แลหาแผนผังฉันท ...ลักษณ์ประจักษ์ได้.......ใช้คำมากหลากสีสันพรรณนาความ........ตามกำหนดห้าคำนั่น ...อย่างน้อยดอก.......บอกเคยแต่งวรรคยี่สิบห้าหาลงยาก..........คนพูดมากเขียนเลยยาว ...สาวไปเรื่อยเฉื่อยดังลมพัด.......ส่วนสัมผัสมิหลงลืมท้ายทุกวรรคส่ง........ตรงคำต้นวรรคถัดไป....คำไหนก็ได้อย่าใกล้ท้ายวรรคแหละจึ่งควร.....ครบกระบวรร่ายยาวถึงคราวจะจบลง... ฉันนี้แล

..........ร่ายสุภาพ ก็คือร่ายธรรมดา ๆ ที่ครูอาจารย์ท่านกำหนดไว้ แต่งวรรคละ 5 คำ ยาวกี่วรรคก็ได้ ระหว่างวรรคร้อยสัมผัสต่อเนื่องกันไปตลอด ระหว่างคำท้ายวรรคหน้ากัน คำที่1/2/3 วรรคถัดไป จนกว่าจะจบ ให้จบด้วยโคลงสองสุภาพ หรือโคลงสามสุภาพ ดูจาก
แผนผังบังคับร่ายสุภาพจะเป็นดังนี้


........ก็ขอลองเขียนร่ายสุภาพ ดูบ้าง


.....สาธุจะข้อไหว้...คุณพระไตรพระพุทธ...พิสุทธคุณทั้งสาม....ตามตำนานบอกไว้ ..นัยบุพเพนิวาสน์ สามารถรู้จุติ.........วิชาชาญอุบัติ.........ปรมัตถ์กำจัด..ขัดอาสวะสิ้น.....หมดมลทินเกาะติด....จิตพิสุทธิ์พิสัย.....อัฏฐนัยวิทยา.....วิปัสสนาญาณ....ชาญมโนมยิทธิ......อติทิพย์โสต....รุ่งโรจน์ชาญเจโต........
ฯลฯ ทรงคุณจรณา.......เตวิชชาพรั่งพร้อม....งามหมู่พระ
แวดล้อม......ยิ่งล้วนหมู่สงฆ์ แลนา
.........ร่ายดั้น
.................ร่ายดั้นก็คือร่ายสุภาพ ถ้าจบด้วยโคลงสองสุภาพ ก็ถือเป็นร่ายสุภาพ ถ้าจบโดย โคลลงสองดั้น ก็เรียก ร่ายดั้น นึกว่าจะมีอะไรพิเศษถึงเรียกร่ายดั้น เมื่อเราเรียนโคลง ก็จะมีโคลง สุภาพ มีโคลงดั้น และโคลงกลบท โคลงที่นำมาต่อท้ายตอนจบเวลาแต่งร่ายมี 2 อย่างคือโคลง สองสุภาพ และโคลงสองดั้น เลยเป็นตัวกำหนดชื่อร่าย จบด้วยโคลงสองสุภาพ เรียกร่ายสุภาพ จบด้วยโคลงสองดั้น เรียกร่ายดั้น

.........(ทรงคุณจรณา)... เตวิชชาพรั่งพร้อม.....งามหม่ะรัแวดล้อม ยิ่งล้วนหมู่สงฆ์ แลนา ที่ตัดมานี้
นับในวงเล็กด้วย คือโคลงสามสุภาพ ถ้านับแค่ เตวิชชาพรั่งพร้อม ไปจนจบ ก็เป็นโคลงสองสุภาพ
ยกมาแล้วก็จะแปลดงให้เป็นโคลงดั้น ตรงไหน
............1. ตัด วรรสุดท้าย 4 คำ เหลือสองคำคือ ยิ่งล้วนหมู่สงฆ์ เตวิชชาพรั่งพร้อม.....งามหมู่พระแวดล้อม ยิ่งล้วน
............2.ย้ายคำโทให้ไปอยู่วรรคหน้า
................เตวิชชาพรั่งพร้อม....งามหมู่พระล้วนล้อม....ยิ่งงาม (เติมคำงาม อ่านได้ความพอดี)
ก็ได้โคลงสองดั้นตามต้องการ
.............3. โคลงสามดั้น..(ทรงคุณจรณา)... เตวิชชาพรั่งพร้อม.....งามหมู่พระล้วนล้อม ยิ่งงาม
............นำต้นแบบโคลงสองดั้นและโคลงสามดั้นมาให้ดุ
.............4. นำโคลงดั้นที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วในข้อ 2 หรือข้อ 3 ไปต่อท้ายร่ายสุภาพ ตรงที่ป้าย
ตัวอักษรสีแดง ก็จะจบร่ายด้วยคำว่า.....
.....เตวิชชาพรั่งพร้อม.....งามหมู่พระแวดล้อม ยิ่งล้วนหมู่สงฆ์ แลนา เรียกชื่อว่าโคลงสองสุภาพ
.... เตวิชชาพรั่งพร้อม.....งามหมู่พระล้วนล้อม ยิ่งงาม ดัดแปลงคำท้ายบท ให้มีคำโทคู่ และวรรค
ท้ายตัดเหลือ 2 คำ เรียกโคลงสองดั้น
เปรียบเทียบแผนผัง โคลงสอง

.....ทรงคุณจรณา.. เตวิชชาพรั่งพร้อม.....งามหมู่พระแวดล้อม ยิ่งล้วนหมู่สงฆ์ แลนา เรียกชื่อว่า

โคลงสามสุภาพ

......ทรงคุณจรณา... เตวิชชาพรั่งพร้อม.....งามหมู่พระล้วนล้อม ยิ่งงาม ดัดแปลงคำท้ายบท
ให้มีคำโทคู่ และวรรคท้ายตัดเหลือ 2 คำ เรียกโคลงสามดั้น

เปรียบเทียบแผนผังโคลงสาม
.........จากตัวอย่าง และแผนผัง จะเห็นได้ชัดเจนว่า จำนวนคำที่ใช้ ปกติวรรคละ 5 คำ และวรรค
ท้ายบทให้ 4 คำ ถ้ามี 3 วรรค ก็เป็นโคลงสอง มี สี่ วรรคเป็นโคลงสาม
.........ข้อสังเกต วรรคสุดท้ายมี 4 คำ เป็นโคลงสุภาพ วรรคสุดท้ายมี สองคำเป็นโคลงดั้น
.........โคลงดั้น ตัดคำวรรคท้ายออกสองคำ คำโทจะย้ายไปวรรคหน้า ทำให้มี โทคู่ สองคำที่
เหลือจึงคือแค่ คำเอกและคำสุภาพ
..........สัมผัสบังคับ ดูตามแผนผังก็พอทราบได้ โคลงสามที่เพิ่มมา 1 วรรค 5 คำ คำท้ายจะส่ง
สัมผัสให้วรรคถัดไป ตรงคำที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 คำท้ายวรรค 2 เป็นคำโท ส่งสัมผัสให้คำท้ายวรรค
ถัดไปที่เป็นคำโทเช่นกัน คำท้ายบท ส่งสัมผัสให้วรรคแรกบทถัดไป คำที่1 2 หรือ 3
...........กำลังเขียนถึงร่าย อยู่ ๆ ก็ตัดเข้าโคลงสองโคลงสาม เพราะคำลงท้ายของร่าย ต้องใช้
โคลงสองหรือโคลงสาม ถ้าจบด้วยโคลงสุภาพ ก็เป็นร่ายสุภาพ ถ้าจบด้วยโคลงดั้น ก็เรียกร่ายดั้น
ดังนั้นโคลงจึงเป็นตัวกำหนดชื่อร่ายสุภาพหรือร่ายดั้น
..........สรุปการแต่งร่าย มีสองรูปแบบคือ ร่ายที่ใช้ในการแสดงธรรมเทศนา ที่เรียกร่ายยาว ไม่ได้
จำกัดจำนวนคำต่อวรรค จัดให้พอดีกับการแสดงและการหายใจ ตกระหว่าง 5-15 คำกำลังพอดี
สัมผัสระหว่างวรรค จากคำท้ายวรรคหน้า ส่งให้วรรคถัดไป คำที่ 1 2 3 4 5 ตามแต่จะพอใจ แต่ก็
ไม่ใกล้คำสุดท้ายวรรคเกินไป แต่ยาวกี่วรรคก็ได้ จนกว่าจะจบเรื่อง และจบลงด้วยคำ เอวังก็มีด้วย
ประการฉะนี้ หรือใช้คำ ฉะนี้แล นั่นแล ก็ได้
.........ร่ายที่มีรูปแบบ กำหนดค่อนข้างชัดเจน วรรคละ 5 คำ แต่งยาวกี่วรรคแล้วแต่พอใจ ต้องมี
ส่งและรับสัมผัสระหว่างวรรคต่อวรรคไปตลอดจนจะจบเรื่อง ค่อยยกโคลงสามหรือคลองสองปิด
ท้ายแสดงว่าจบบทร่าย โคลงสองหรือโคลงสามที่นำมาปิดท้าย ถ้าเป็นโคลงสุภาพ ก็เรียกร่ายนั้น
ว่าร่ายสุภาพ ถ้าเป็นโคลงดั้น ก็เรียกร่ายดั้นด้วย
สวัสดีครับ 

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

หัดแต่งฉันท์


นกหรือหมู นะ ไปเที่ยว


..........เขียนเล่าประสบการณ์ครั้งหัดแต่งกลอน กาย์และโคลงแล้ว ยังขาดเรื่องฉันท์ ถามว่าเคยฝึกแต่งฉันท์ไหม เคยซิครับ หัดมากกว่าร้อยกรองอย่างอื่นด้วย เพราะมัน ยากจริง ๆ อย่างอื่นหัดวันสองวันแต่งได้ แต่ฉันท์นี่เล่นเป็นสัปดาห์เลย แถมลืมง่าย ด้วย คงเพราะเบื่อไม่อยากจำ ต่อมาเลยใช้วิธีบังคับ เขียนเล่านิทานมันไปเลย เลย ได้นิทานคำฉันท์มา 2 เรื่อง คือท้าวกำกาดำคำฉันท์ และปลาบูทองคำฉันท์ ตลกดี สมน้ำหน้าอยากแต่งยากนัก ยังไม่สะใจเอาอีก ขุนทึงขุนเทืองคำฉันท์ .....ตอนนี้ไม่กลัวมันแล้วจะฉันท์โหดขนาดไหนก็ไม่กลัว ผมฝึกอย่างไร.....
...........ทำไมกลัวแต่งฉันท์นัก ถามตัวเองได้คำตอบว่า....
...........(1) มีหลายฉันท์เหลือเกิน จะแต่งอะไรดีล่ะ ในตำรามีมากมายก็จริง แต่ที่ นิยมแต่งไม่กี่ชนิดหรอก เช่น อินทรวิเชียรฉันท์ ภุชงคประยาตฉันท์ วสันตดิลกฉันท์ สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ง่ายกว่าเพื่อนน่าจะเป็นอินทรวิเชียรฉันท์ ผมก็เริ่มที่ฉันท์นี้
...........(2) บังคับให้ใช้คำ ครุ ลหุ เห็นชื่อก็ถอดใจแล้ว อะไรเป็น ครุ อะไรเป็น ลหุ ต่อมาก็ทราบความจริงว่า ทุกคำ ทุก พยางค์ มันเป็น ครุ ลหุ อยู่แล้ว เราใช้คำโดย ไม่เคยถามตนเองเลยว่าคำนี้เป็น ครุ หรือ ลหุ โตจนแต่งงานมีลูกหลายคน ยังแยก ไม่ออก พอเอาจริงวิเคราะห์คำที่เราใช้นั่นแหละ มีคำอยู่ 2 ประเภท
พวกไม่มีตัวสะกด
...........คำในแม่ก กา ประสมสระสั้น เรียกคำลหุ มีเสียงเบา ถ้าประสมสระยาว เรียก คำครุ มีเสียงหนัก เช่น กะ-กา ติ-ตี ดุ-ดู
...........คำมีตัวสะกด แม่ กง กน กม เกย เกว กก กด กบ ไม่มีคำลหุ เป็นครุล้วน
...........พอศึกษาครุ ลหุ เข้าใจดีแล้ว ทุกคำพูดที่ใช้ ก็บอกได้คำไหนเป็นครุ คำไหน เป็น ลหุ ถึงตอนนี้ที่เบื่อเรื่อง ครุ ลหุ ก็หมดไป
............(3) จำแผนผังบังคับไม่ได้ ติดมาจากตอนเรียน ครูเขียนผังใส่กระดานให้ดู ความจริงไม่ต้องไปหัดวาดตามครูหรอก นั่นครูสอนนักเรียน แต่เราจะเขียนฉันท์ เลือก ตัวอย่างมาซักบทสองบทก็ใช้ได้แล้ว เช่นจากบทสวดมนต์
.....................องค์ใดพระสัมพุทธ.......สุวิสุทธสันดาน
................ตัดมูลเกลศมาร..................บ่มิหม่น มิหมองมัว
..............จากตัวอย่าง วรรคแถวหน้าที่ 5 คำ คำที่ 3 เป็นลหุ วรรคด้านหลังมี 6 คำ ครุ ลหุ อย่างละครึ่ง คำที่ 1-2 และ 4 เป็นลหุ
ตรงกับแผนผังบังคับของ อินทรวิเชียรฉันท์ 11


...........ด้วยวิธีนี้เราสามารถท่องจำคำฉันท์อื่น ๆ และเอามาใช้วิเคราะหฺแผนผังและบังคับได้โดยง่าย เช่นบท ปางเมือ่พระองค์ปรมพุทธ เป็นวสันตดิลกฉันท์ เป็นต้น
.............(4)ปัญหาขัดข้องอย่างแรง คือไม่ลงมือฝึกซะที ผัดวันแล้ววันเล่า ต้อง กัดฟันแหละถึงจะได้ฝึก พอฝึกมาก ๆ ก็ติดเอง
อินทรวิเชียรฉันท์ 11
……….ผมเริ่มฝึกอินทรวิเชียรฉันท์ 11 เพราะรูปร่างคล้ายกาพย์ยานี 11 มาก ลองสังเกตดูครับ
กาพย์ยานี 11
.................พระเสด็จโดยแดนชล.........ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
...........กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย............พายอ่อนหยับจับงามงอน ฯ
อินทรวิเชียรฉันท์ 11
.................องค์ใดพระสัมพุทธ............ สุวิสุทธสันดาน
..........ตัดมูลเกลศมาร....................... .บ่มิหม่น มิหมองมัว

.........จำนวนคำเท่ากัน วรรคหน้า 5 คำ วรรหลัง 6 คำ จังหวะอ่าน 2-3 และ 3-3 เหมือนกันอีก ข้อแตกต่างคือ กาพย์ไม่บังคับครุ ลหุ แต่ฉันท์มีบังคับไว้ วรรคหน้าแทรก ลหุ ไว้คำที่ 3 วรรคหลัง คำที่ 1-2 และ 4 เป็นลหุ สัมผัสบังคับในบทมี 2 แห่งคือ คำ ท้ายวรรคแรก ส่งให้คำที่ 3 วรรคสอง คำท้ายวรรคที่สอง ส่งให้คำท้ายวรรคที่ 3 ระหว่างบทต่อบท คำทายบทแรก ส่งสัมผัสไปยังคำท้ายวรรคที่สองบทถัดไป
ลงมือฝึกแต่งอินทรวิเชียรฉันท์ 11
........(1) ฝึกต่อคำ กลุ่มละ 5 คำ ให้คำที่ 1 -2 หรือ 3 รับสัมผัส
...........ต่อคำทีละห้า........มาลองเป็นไฉน........ไม่ยากนักลองดู....ก็จะรู้แปลกดี ........มีคนมาท้าทาย.......ง่ายหรือยากเชิญเลย.........เคยต่อเพียงสองคำ....พอจำได้ นึกขำ.......ลองทำนึกว่าหมู.........ดูแล้วมิง่ายเลย ฯ
............ลองฝึกกลุ่มละหกบ้าง.......ช่างยุ่งนักจักลองสรร.....สำคัญรับจับคำควร...ตามกระบวนการต่อคำ..........ทำเป็นแล้วก็มิยาก..........จะลำบากเพราะมิเคย
...........ฝึกต่อคำ ปกติเล่นกันทีละ 2 คำ เช่น พี่น้อง สองสาว ขาวผ่อง น้องนาง...ปรับมาเป็นต่อคำหลาย ๆพยางค์/คำ เอาไว้ใช้เวลานึกหาคำมาแต่งร้อยกรอง จะทำให้ นึกไม่ยาก และส่ง-รับ สัมผัสก็คล่อง
..........(2) ฝึกเลือกสรรคำสำหรับแต่งวรรคแถวหน้า จำนวน 5 คำ โดยให้คำที่ 3 เป็น ลหุ เป็นการพยิบวรรคหน้าของฉันท์มาฝึก เอาให้ชำนาญวางลหุคำที่ 3 ให้ได้ ...........ฝึกสรรจะนับคำ.........นำหน้าประกอบกัน..........คั่นกลางแหละคำเบา เขาขันเพราะสำเนียง......เสียงเพลงเพราะยิ่งนัก.....รักกันสมัคคี.... ดีใจเพราะพบพาน นานปีมิได้เห็น....เย็นจิตสนิทใน.......ใจหายมิวายห่วง.....ลงมือฝึกจริง ๆ จะพบว่า
มิยากที่จะกำหนด ลหุไว้ตำแหน่งคำที่ 3
..........(3) ฝึกเลือกคำสำหรับวรรคแถวหลังจำนวน 6 คำ ให้คำที่ 1-2 และ 4 เป็น ลหุ ค่อนข้างยาก ฝึกบ่อย ๆ ก็จะทำได้เอง ลองดู
.....ขณะนั่งมิใช่นอน.........ก็จะร้อนเพราะแดดแรง.........ฤจะแย่งหทัยเธอ...... มนะเพ้อพะวงหา........อุรพาละเมอหลง..........ก็พะวงมิรู้วาย......และขยายขจรไกล
..........ยากตรง 2 คำแรก ลหุ คู่ ค่อย ๆคิดหาไม่เกินความสามารถหรอก ได้สัก 5 กลุ่มคำก็ รู้แล้วว่าต้องวางอย่างไรจะตรงกับต้องการ 6 คำ ส่งและรับสัมผัสอย่างไร
..........(4) ฝึกจับคู่ วรรคหน้า 5 คำ วรรคหลัง 6 คำ แบบต่อคำ คำที่ 3 รับสัมผัส จะได้ฉันท์ คู่ละ 1 บาทพอดี
............เข้าป่าจะชมไพร...........เลาะไศลและแนวเนิน
............โน่นรุกขชาติชื่น...........แหละระรื่นสราญรมย์
.............มาลีก็เบ่งบาน.............มะลิลานพิลาสชม
.............แมงภู่วะวู่ว่อน..............เลาะขจรภิรมย์เชย
.............แต่นต่อมิรอช้า.............เพราะจะมาเสาะอาหาร
............ฝึกแบบนี้จะได้ทักษะการเลือกหาคำมาใช้ ฝึกวางคำลหุในตำแหน่งบังคับ และฝึก ส่ง-รับ สัมผัส ฝึกทีละ บาท ดูจะไม่ยากเกินไป
.............(5) ฝึก 2 บาท โยงสัมผัสให้เป้น ฉันท์ จากข้อ 4 ฝึกทีละบาท มาข้อ 5 ฝึกทีละ 2 บาท ให้มีสัมผัสระหว่างบาท จากคำท้ายบาทแรก ส่งให้คำท้ายวรรคแรก บาทถัดไป วรรพที่ 4 ไม่ต้องสัมผัส
............จำปีแหละจำปา..............มะลิลาผกากรอง
.............ลำเจียกกระเจียวปอง.......ก็จะเด็ดและเก็บกัน
ฝึกต่อ
..............ดอกดวนกะชวนชม...........ก็นิยมเพราะหอมหวน
...............บานชื่นจำปีชวน..............พิศชมภิรมย์ใจ
ฝึกต่อ
…………….งามพุทธชาติบาน.............ก็ละลานและหลากสี
...............จำปาแหละจำปี................ก็ระรื่นระเริงรมย์
............(6) ฝึกวางลหุในกลุ่มคำแบบต่าง ๆ การแต่งฉันท์ ยากเพราะบังคับลหุ บางฉันท์ลหุติด ๆกันหลายคำทำให้แต่งยากไปเลย ต้องฝึกบ่อย ๆให้ชำนาญ โดยนำแผนผังฉันท์ที่อยากแต่ง มาฝึกรวบรวมคำตามจำนวนคำแต่ละวรรค พร้อม กำหนดตำแหน่งครุ-ลหุให้ถูกต้อง ตัวอย่าง จะฝึกแต่งอินทรวิเชียรฉันท์ ไปหาแผนผัง มาดู ดังนี้



แผนผังการจัดคำของอินทรวิเชียรฉันท์มี 2 แบบ วรรคแถวหน้า 5 คำมีลหุตรงกลางวรรคแถวหลัง 6 คำ คำที่1-2และ4 เป็นลหุ ก็นำมาฝึกเล่น ได้
จัดกลุ่ม 5 คำ คำที่ 3 เป็นลหุ
...........ยินดีนะคุณพี่.............มีเงินสะดวกมาก.........ยากงานก็พากเพียร
ยากเรียนมิท้อถอย.........รอยบุญอดีตกาล......นานแล้วมิได้เจอ..เธออยู่สบายดี
เอามาฝึกแบบต่อปากต่อคำ สนุกดี ได้ฝึกวางคำลหุไปด้วย
จัดกลุ่มหกคำ ให้คำที่ 1-2 และ 4 เป็นลหุ
..........วิริยานะอาจารย์..........ก็จะทานติจีวร..........ผิจะสอนก็จักฟัง
ฤจะนั่งก็ยินดี........อรุโณสว่างแล้ว........มนแผ้วเจริญธรรม....ฤจะนำและสวดมนต์
เป็นการฝึกต่อปากต่อคำโดยนำแบบคำฉันท์วรรคหลัง 6 คำมาเล่น ยากหน่อย แต่ก็
ท้าทายดี
ลองแต่งให้ครบบท อินทรวิเชียรฉันท์ 11
..............เป็นคนก็พากเพียร.................ริจะเขียนจะอ่านสรรพ์
...........อ่านออกและเขียนกัน................ก็จะชาญชำนาญมี
..............อ่านออกและเขียนได้..............มนนัยก็เสริมศรี
............ทำการและงานดี......................จะฉลาดและแหลมคม
...............หากคร้านมิอ่านเขียน..............แหละจำเนียรมิควรสม
.............การงานมิรื่นรมย์.......................เพราะจะหนักและกินแรง

.........(7) ฉันท์อื่น ๆ มักจะวางครุ ลหุ แบบเดียวกับบาทที่ 1 บางครั้งก็พบฉันท์
ที่วรรคหน้าและวรรคหลังจำนวนคำเท่ากัน แถมวางครุลหุเหมือนกันอีก หยิบมาฝึก
ต่อคำเล่นได้สบาย ๆ เช่น




..........รูปแบบการวางครุ-ลหุ ของ มาณวกฉันท์ วรรคละ 4 คำ ครุล้อมลหุ 2 ไว้ตรง
กลาง วางเหมือนกันตลอดทุกวรรค จำวรรคเดียวใช้ได้ตลอด
เพลินอุรนัก.......จักจรไป.........ในชลธาร.........หาญจะดำลง.....ตรงขณะลอย
คอยนะสหาย........ว่ายก็สนุก........รุกก็จะเพลิน.....เกินจะประคอง....ลองนะพธู...ฯลฯ
ต่อคำกำหนดครุลหุ เลียนคณะมาณวกฉันท์ แบบนี้ก็แต่งมาณวกฉันท์ได้แน่
.............................มาณวฉันท์..............สรรคณะคำ
.............................สี่นะจะจำ................จังหวะละสอง
.............................ลงแหละนะคู่.............ดูกะทำนอง
.............................ตรงคณะคลอง...........อ่านก็เพราะดี
................................จังหวะเสนาะ...........เพราะขณะอ่าน
.............................เสียงจะผสาน.............รมย์จิตะมี
.............................ชื่นหทยา...................พาสุขศรี
..............................เย็นมนะที่..................ยินดุริยางค์





สาลินีฉันท์ 11 วรรคหน้าครุล้วน 5 คำ วรรคหลัง 6 คำ วางแบบ ลหุ-ครุครุ สองครั้งได้ 6 คำพอดี
.........ฝึกต่อปากต่อคำเพื่อใช้แต่งสาลินีฉันท์ ต่อคำครุล้วน 5 คำ และกลุ่ม 6 คำแบบลหุครุครุ-ลหุครุครุ
ครุล้วน 5 คำ......แต่งฉันท์เรื่องมาก.....ยากที่บังคับ....จับวรรคทั้งห้า....ว่าหนักล้วนล้วน สมควรต้องฝึก......ตรึกตรองจงดี......มีคำมากมาย......วุนวายจับมา.....ห้าคำต่อกลุ่ม
....ฝึกแบบ ลหุครุครุ-ลหุครุครุ กลุ่ม 6 คำ จะทำการก็นานนัก......มิรู้จักนะชื่อไร......สะใบเองนะคุณพี่
มิรอรีจะรีบไป.....ก็ใครเขาจะรอเธอ........มิอยากเก้อก็รีบมา.......ทำนาหว่านผสานกัน
............ฝึกการสรรหาคำที่กำหนดครุลหุ ตามแบบบังคับของสาลินีฉันท์ได้แล้วทั้ง กลุ่ม5คำ และกลุ่ม 6 คำ แสดงว่าจะลองแต่งสาลินีฉันท์ ก้น่าจะไม่ยากเกินไป

ฝึกแต่งสาลินีฉันท์

............สั่งสมคำมากมี.........จะลองดีตริแต่งฉันท์
..........วรรคหน้าห้าคำนั้น.......ก็หนักล้วนสลับไป
...........แถวหลังก็หกคำ.........ลหุนำมิสงสัย
...........ยากหน่อยก็ทนได้.......สติมาก็ยินดี
.............ฉันท์ชนิดอื่น ๆ จะนำมาฝึกต่อปากต่อคำ ก็นำแผนผังบังคับมากาง ตรวจดูการวางครุลหุ แต่ละวรรค วางอย่างไร มีกี่แบบ เลือกมาฝึกทีละแบบ ทำแค่สองสามฉันท์ก็เบื่อแล้ว เพราะเข้าใจแล้วว่า การ วางครุลหุแต่งฉันท์ ไม่ได้ยากเกินไป จากนั้นแค่ดูแผนผังก็ลงมือแต่งได้เลย ไป ๆมา ๆ ก็เหมือนแต่กาพย์กลอนนั่นแหละครับ ลองดูสิ
.......จากตัวอย่างดังกล่าว การศึกษาแบบแผนฉันท์ คงไม่มีใครจะจดจำได้หมดหรอกเพราะฉันท์ทืมีมากหลายชนิด (93)คงมีบางฉันท์ที่เคยใช้เป็นบทสวดมนต์บ้าง บทท่องจำอาขยานบ้าง ที่พอจดจำได้ ส่วนฉันท์ที่จำไม่ได้ก็ต้องพึ่งแผนผังมากางดูแล้วลงมือแต่งตาม ผมก็ใช้วิธีนี้แหละครับ










วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

หัดแต่งโคลง




                                                     โต๊ะคอมที่นั่งทำงานทุกวัน
...........โคลงเป็นคำร้อยกรองที่ผมฝึกหลังจากกาพย์และกลอน ซึ่งแต่ละอย่างเขียน ไม่น้อยกว่าพันบท ทั้งเขียนเล่น บทสองบทหรือเต็มหน้ากระดาษ อย่างนี้เรียกเขียน เล่นสนุก ๆ และแบบเขียนเป็นเรื่องเป็นราว ยาว ๆ เช่น นิราศโตเกียว แต่งด้วยกลอน ยาว 70 หน้ากระดาษ A-4 นิทานอีสป 100 เรื่อง แต่งด้วยคำกาพย์ แต่เติมวรรคละ 6 คำ ให้อ่านสนุก ก็ถึงตอนนี้มั่นใจว่า กลอนแต่งได้แล้ว ต่อไปน่าจะหัดโคลงบ้าง ไม่มีลีลาอะไร หักคอเขียนเลย พาเพื่อนจาก ม.เกษตร ไปเที่ยวภูกระดึง ปี 2523 ตั้งใจเลยจะบันทึกด้วยโคลง ถามตัว เองว่าทำไม
กลัวโคลงนักหนา คงเพราะแบบนี้กระมัง
..........1. ที่ไม่ชอบโคลงเพราะคำเอก คำโท โดยเฉพาะคำ เอกโท คู่กันที่ต้องใช้ ในบาทที่ 2 และบาทที่ 4 แก้ปัญหาด้วยการฝึกหาคำเอก คำโท และคำ เอก+โท ฝึกค้นหาคำเอก คำ โท สมุดซักหน้า ดินสอ จดลงไป คำที่มีไม้เอก ๆ ๆ ๆ ๆนั่นแหละคำเอก ฝึกหาคำเอก คำโท และคำเอกโทชิดกัน จดในสมุดบันทึกดูว่าจะหายากไหม
...........
คำเอก น่า ย่า ข่า ตี่ พี่ สี่ ปี่ ป่า ปู่ เอาจริงพบว่า ไม่ยากนี่นา
ต่อไปก็เปลี่ยนจดคำที่มีไม้โทบ้าง เพราะนั่นเขาเรียกคำโท
............
คำโท ใกล้ ไข้ ก้อง ข้อง จ้อง ร้อง พ้อง รู สู้ ป้อง พอหาได้อยู่นะ
ต่อไปหาคำที่เป็นคู่ คำเอกและโท ได้น่าไม่เกินกำลังหรอก
............
คำ เอกโท เช่น พี่ป้า พี่น้อง พี่เชื้อ พ่อค้า แม่น้ำ แม่ค้า แต่งแต้ม ยั่วแย้ม
นึกว่าจะคิดไม่ออก ไหลมาเป็นน้ำหลากทีเดียว
..........คำตายแทนคำเอก เป็นการลดหย่อนให้ กรณีหาคำเอกไม่ได้ ให้ใช้แทนได้
..........
2. คำตาย ที่บอกว่าใช้แทนคำเอกได้ แบบไหน....   คำที่ผันวรรณยุกต์ เอก โท ตรี จัตวา ผันยาก เลยเรียกว่าคำตาย ตัวอย่าง คำประสมสระสั้นในแม่ ก กา เช่นคำว่า
..........กะ กุ ติ รึ ลองผันด้วยไม้เอก ไม้โท....ดูซิว่าออกเสียงยากไหม ยากอย่างไร
.........คำที่มีตัวสะกด แม่ กก กด และ กบ เช่นคำว่า นก จก ตก รด ปด บด จบ รบ คบ คำพวกนี้ลองผันด้วยวรรณยุกต์ ดูแล้วจะรู้เองว่าผันยาก เป็นอย่างไร คำทั้งสองแบบนี้เองที่เขาเรียกคำตาย อนุโลมใช้แทนคำเอกได้
..........
.(3) คำสุภาพ ตั้งชื่อตามกติกาการแต่งโคลงที่มีบังคับให้ใช้คำ 3 อย่างคือ คำสุภาพ คำเอก 7 คำโท 4 นั่นแหละ คำสุภาพในที่นี้หมายถึงคำที่ไม่ปรากฏรูปวรรณยุกต์ ตัวอย่าง มี เยอะแยะไป ในแต่ละบรรทัด ดูเอาเองครับ คำไหนมีไม้เอก คำไหนมีไม้โท ไม้ตรี คำนั้น ๆ ก็เรียก คำเอก คำโทและคำตรี คำจัตวา ต่างกันไป ส่วนคำที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์ก็เรียกคำสุภาพ แค่นี้เองครับ
............ลงมือฝึกหาคำชนิดต่าง ๆ คำสุภาพ คำเอก คำโท คำตาย จนมั่นใจว่ารู้จักดีแก้ปัญหาที่เคยคิดว่าเป็นอุปสรรคเรื่อง คำเอก คำโท คำเอก-โทและคำตาย ก็หมดไป
............4. ยังติดขัดอะไรอีก คงจะเป็นแผนผังบังคับ ก็ท่องจำกันบ่อย ๆนี่นา
-----------------บทนี้ก็ท่องจำ
.............เสียงลือเสียงเล่าอ้าง.......อันใด พี่เอย
........เสียงย่อมยอยศใคร...............ทั่วหล้า
........สองเขือพี่หลับไหล................ลืมตื่น ฤาพี่
........สองพี่คิดเองอ้า......................อย่าได้ถามเผือ
-----------------บทนี้ก็ท่องตามครูสั่ง
. ...........จากมามาลิ่วล้ำ..............ลำบาง
........บางยี่เรือราพลาง.................พี่พร้อง
........เรือแผงช่วยพานาง..............เมียงม่าน มานา
.........บางบ่รับคำคล้อง..................คล่าวน้ำตาคลอ

...........จากโคลงแม่บทที่ท่องตามครูสอนนี่แหละ เอามาวิเคราะห์แผนผังโคลงสี่สุภาพ
ได้เป็นอย่างดี ดังนี้

...........(1) จำนวนคำ วรรคแถวหน้ามี 5 คำ เท่ากันทุกบาท วรรคแถวหลัง สองคำยกเว้นบาทที่ 4 มีจำนวน 4 คำ บาทที่ 1 และ 3 เติมสร้อยได้ 2 คำ
...........(2) บังคับให้ใช้คำเอก 7 คำโท 4 อยู่ที่ไหนบ้าง
................เอก 7 (บาทที่ 1 คำที่ 4)...(บาทที่ 2 คำที่ 2 และคำที่ 6) (บาทที่ 3 คำที่ 3 และคำที่ 7) (บาทที่ 4 คำที่ 2 และคำที่ 6) รวม 7 คำ
.................โท 4 คำ อยู่บาทที่ 1 คำที่ 5 บาทที่ 2 คำที่ 7 บาทที่ 4 คำที่ 5 และคำที่ 7
..........(3). คำตายล่ะที่ใช้แทนคำเอกได้ ได้แก่ คำประสมสระเสียงสั้นใน แม่ ก-กาเช่น จะ ติ ล่ะ นะ ยุ ลุ มุ และคำสะกดด้วยแม่ กก กด และ กบ เช่น นัก รัก ปัก ปก รกเกียจ เรียบ ซักซ้อมอีกที ยังไปได้สบาย ๆนี่นา จะใช้ก็เมื่อจนใจหาคำเอกไม่ได้ ถ้ายังพอหาได้ก็ไม่ต้องใช้ครับ
...........(4) คำสุภาพ คือคำที่ไม่ปรากฏรูปวรรณยุกต์ เอก โท ตรี จัตวา เช่น พี่ ย่า นั่น เล่นเรียกคำเอก เพราะเห็น ไม้เอกกำกับอยู่ ส่วนคำ ร้อง น้อง ใช้ ไว้ เต้น เรียกคำโท เพราะเห็นไม้โทกำกับอยู่ ส่วนคำ กา หนู ดู เห็น เป็น คง ลง ถือเป็นคำสุภาพ ไม่มีรูปวรรณยุกต์...โคลงที่เราฝึกกันเป็นโคลงสุภาพครับ โคลงสี่สุภาพ บังคับให้ใช้ เอก 7 โท 4 พยายามใช้ให้พอดีครับ ถ้าเกินล่ะ เกินก็ไม่ผิด แต่ถ้าแต่งประกวดเอาคะแนน ก็กลายเป็นจุดเสียให้กรรมการหักคะแนนได้

............รู้จักแผนผังบังคับ ตำแหน่งคำเอกคำโท และลักษณะคำที่ใช้แล้ว ต่อไปก็น่าจะลงมือแต่งดูบ้าง ผมฝึกครั้งแรก ใช้วิธีกำหนดตำแหน่งคำเอก คำเอกโทในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการหา คำเอกคำโทมาใช้นั่นเอง

ฝึกหาคำเอกคำโท

............คำเอกโทติดกัน สำหรับใช้ในบทที่ 1 คำที่ 4-5 บาทที่ 2 คำที่ 6-7 และบาทที่4คำที่ 6-7
............เอก-โท เช่น พี่น้อง ไม่รู้ อยู่บ้าน อ่านได้ ร่ำร้อง แก่นแก้ว อยู่บ้าน ต่างบ้านคำตาย+คำโท เช่น นกร้อง นักร้อง ขัดข้อง นักสู้ ขับสู้ ปกป้อง ปัดป้อง ปิดป้องลองไปมาก็พบว่า ไม่ยากอย่างที่คิด
ฝึกข้อความกำหนดตำแหน่งเอก โท ตัดมากแผนผังโคลงมาฝึก
.............ฝึกกำหนดตำแหน่งคำเอกคำโท โดยเฉพาะคำเอก-โท เมื่ออยู่ในบทโคลง
..............1.คำที่ 4-5 ในบาทที่ 1 ลองดูจะหายากไหม
..................จากมาเผือห่างห้อง จากนางเรียมร่ำร้อง แลหาเห็นแต่บ้าน  มากมายนักหมู่ต้น และไพรมากไผ้ขึ้น ชมนกเสียงหมู่แก้ว นานานกแขกเต้า
...............2. คำเอกอยู่ตำแหน่งคำที่ 2 ใน บาทที่ 2 เช่น อกพี่หมองมัวมล ขวัญพี่หายหนใด แลส่องสอดสายตา จดจ่อใจเจ็บเจียน ลวงล่อหลอกหยอกเอนรักแม่แทบขาดใจ รักแม่เทียมปฐพี
..............3. คำเอกอยู่ตำแหน่งคำที่ 3 ในบาทที่ 3 เช่นปลาทองไล่ปลาเงิน ปลาดุกซ่อนซอกหิน
ปลากาว่ายดังกา
..............4. ฝึกหาคำ สองคำ มีคำเอกอยู่หลัง เช่น นาแม่ รักพ่อ รักแม่ เห็นพี่  บาทที่ 3 คำที่ 6-7 ใช้
..............5. ฝึกหาคำ เอกคำโท คู่กัน คำท้ายบาทที่ 2 และคำที่6-7 บาทที่4 ต้องใช้เช่น พี่นี้ พี่เอื้อย ร่ำร้อง ตื่นเต้น แต่งให้ ส่องแจ้ง
............จากการฝึกเลือกคำมาใช้ เช่น คำเอก คำโท คำเอกชิดคำโท คำเอก ในตำแหน่งต่าง ๆผลที่ได้คือความคล่องตัวในการสรรหาคำมาใช้ ช่วยให้การแต่งโคลงสะดวกและง่ายยิ่งขึ้น
ลงมือฝึกหัดแต่งโคลง
...............1. ลงมือเรียบเรียงข้อความให้เป็นเรื่องเป็นราว โดยจัดวางรูปแบบคล้ายโคลง ดร.อัมพร สุขเกษม เคยสอนให้ตอนเรียนปริญญาตรี ยังจำได้ดีครับ
1.1 เรียบเรียงถ้อยคำ วางรูปคล้ายโคลง
....................ตั้งใจจะไปชม.................ลำธาร
.................ริมฝั่งมีที่นั่ง........................ร่มไม้
.................แลดูหมู่ปลาใน...................ลำธาร
.................ปลาซิวปลาตะเพียน...........ปลาบู่ปลากราย
1.2 ปรับแก้ไข ให้เข้ากับรูปแบบโคลง
..................บาทที่ 1 ขาดคำเอกโท ตรงคำที่ 4 และ 5 ปรับแก้เป็น ใจหมายชมตั้งต่อ
..........................ได้ ใจหมายชมตั้งต่อ..........ลำธาร
...................บาทที่ 2 คำเอกคำโทอยู่ถูกที่แล้ว ขาดสัมผัสคำที่ 5 ปรับแก้ใหม่เป็น
ริมฝั่งพักสราญ........ร่มไม้
....................บาทที่ 3 ขาดสัมผัสคำที่ 5 คำที่ 6-7 ขาดคำเอก
....................................แลดูหมู่ปลาบาน.......ใจยิ่ง
....................บาทที่ 4 คำที่ 2 ต้องการเอก คำที่ 5 ต้องการคำโท คำที่ 6 และ7 ต้องการ
คำเอกและโท ปลาตะเพียนเป็นใบ้............อยู่ใกล้ปลากราย
.......................1.3 ปรับปรุงให้ดูดี สละสลาย
..............................ใจหมายชมตั้งต่อ..........ลำธาร
..........................ริมฝั่งพักสราญ...................ร่มไม้
...........................แลดูหมู่ปลาบาน................ใจยิ่ง
...........................ปลาตะเพียนเป็นใบ้............อยู่ใกล้ปลากราย

ตรวจกับแผนผังบังคับดู ใช่โคลงสี่สุภาพหรือยัง



..........การแต่งโคลงโดยยกร่างด้วยความเรียงธรรมดาก่อน จะช่วยให้ได้โคลงมีใจความรัดกุมเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อชำนาญแล้วก็ไม่จำเป็น ลงมือแต่งได้เลย
...................2. การแต่งโคลงด้วยวิธีเลียนแบบ โคลงแม่บท เสียงลือเสียงเล่าอ้าง หรือจากมามาลิ่วล้ำ ท่องจำจนขึ้นใจ จะแต่งโคลงถ้านึกภาพไม่ออก เอกโท อยู่ตรงไหนถามโคลงหลักสองบทนี้ จะจำได้ทันที ถามบ่อย ๆที่สุดก็จำได้เอง ลงมือฝึกมาก ๆ ลองสัก 50 บท เชื่อได้เลยว่าแต่งโคลงสี่ได้แน่นอน
……………3.ความไพเราะของโคลง เมื่ออ่านโคลงที่มีความไพเราะ ลองถามตัวเองดูว่าทำไมคิดว่า ชอบ ไพเราะตรงไหน..........
.....................3.1 เสียงและความหมายของคำและข้อความ เพราะ กินใจ เช่นเสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
.....................3.2 สัมผัสใน ทั้งสัมผัสสระ สัมผัสพยัญชนะ เช่น จากมามาลิ่วล้ำ ลำบาง
......................3.3 ใจความดี ถูกใจ กระทบใจ เช่น โคลงหลักทั้ง 2 บท อ่านเมื่อใดก็ชอบ ได้แก่บท เสียงลือเสียงเล่าอ้าง กับบท จากมามาลิ่วล้ำ ลำบาง
......................3.4 ความสามารถในการเล่นคำ คำเดียวหลายความหมาย พ้องรูปพ้องเสียง
......................3.5 ใช้คำอุปมาอุปไมย คมคาย
......................3.6 ใช้สำนวนโวหารที่รู้กันทั่วไป
......................3.7 ใช้คติธรรมคำสอนแทรกในบทโคลง
.............โคลงสี่สุภาพ เป็นหลักให้โคลงชนิดอื่น ๆ ได้ โดยการตัดบางบาท บางวรรคปรับแก้สัมผัส ผมเคยตัดต่อให้เป็นโคลงสอง โคลงสาม วิวิธมาลี โคลงบาทกุญชรตลอดจนโคลงดั้นต่าง ๆ ถ้าเราแต่งโคลงสี่สุภาพคล่องแล้ว การแต่งโคลงชนิดอื่น ๆก็ไม่ยากแล้ว ดังนั้นจึงควรฝึกแต่งโคลงสี่สุภาพให้ชำนาญ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาฝีมือได้ดียิ่ง ข้อเขียนนี้มิใช่ตำรา เป็นเพียงการเล่าประสบการณ์การฝึกแต่งโคลงของกระผมเอง ที่ฝึกแบบเอาเป็นเอาตาย เพราะอยากเขียนได้คล่อง เช่นเขียน
นิราศภูกระดึง ได้โคลงมากกว่า 300 บท เขียนโคลงสอนหลาน 400 บท โคลงนิราศเมืองเหนือ มากกว่า 400 บท ถึงตอนนี้โคลงที่ว่ายาก ๆ ก็ไม่ยากแล้ว ต่อไปจะนำโคลงสี่ไปพัฒนาเป็นโคลงอื่น ๆดูครับ

การพัฒนาโคลงสี่สุภาพ เป็นโคลง 4 ตรีพิธพรรณ

...........เป็นการนำรูปแบบโคลงสี่สุภาพมาศึกษา ว่าคล้ายกับโคลงชนิดอื่น ๆตรงไหนบ้างผมหยิบโคลง 4 ตรีพิธพรรณมาอันดับแรก เพราะดูแผนผังบังคับแล้วต่างกันนิดหน่อยกับ............1. จำนวนคำที่ใช้ โคลงสี่สุภาพ จำนวนคำ แต่ละวรรค แต่ละบาท จำนวนคำสร้อยตลอดจนรูปแบบการจัดวางคำ เหมือนกันทุกประการ
............2. เอก 7 โท 4 มีเท่ากัน แถมวางตำแหน่งเดียวกันด้วย เหมือนกันทุกประการอีก
............3. สัมผัสบังคับในบท ตำแหน่งคำส่ง ตรงกันคือ คำที่ 7 บาทที่1 และคำที่ 7 บาทที่ 2
............ 4. คำรับสัมผัส ต่างเฉพาะคำรับบาทที่ 2 ปกติ ใช้คำที่ 5 เปลียนมาใช้คำที่ 3 แทนจึงตั้งชื่อ ตรีพิธพรรณ
............5. คำรับสัมผัสอื่น ๆ ในบาทที่ 3 และบาทที่ 4 เหมือนโคลงสุ่ภาพ

..............................ใจหมายชมตั้งต่อ..........ลำธาร
...........................พักสราญ..ริมฝั่ง..................ร่มไม้
...........................แลดูหมู่ปลาบาน................ใจยิ่ง
...........................ปลาตะเพียนเป็นใบ้............อยู่ใกล้ปลากราย
..............เดิมเป็นโคลงสี่สุภำพ เอามาปรับแก้บาทที่ 2 ให้คำรับสัมผัส ราญ อยู่ตำแหน่งคำที่ 3 เป็น พักสราญริมฝั่ง...........ร่มไม้ คำราญอยู่ตำแหน่งคำที่ 3 ลงตัวกลายเป็นตรีพิธพรรณตามต้องการ


การพัฒนาจากโคลงสี่สุภาพเป็นโคลงสี่จัตวาทัณฑื
............1. รูปแบบโครงสร้าง คล้ายโคลงสี่สุภาพ บทหนึ่งแต่ง 4 บาท บาทหนึ่งมี 2 วรรควรรหน้า 5 คำ วรรคหลัง 2 คำ เว้นบาทที่ 4 วรรคหลังมี 4 คำ บาทที่ 1 บาทที่ 3 เติมสร้อยได้ 2 คำ
.............2 ข้อแตกต่างจากโคลงสี่สุภาพ อยู่ที่ สัมผัส ในบาทที่ 2 คือ คำที่ 2 - 3 สัมผัสสระและใช้คำที่ 4 รับสัมผัสบังคับ นอกนั้นเหมือนโคลงสี่สุภาพ
..............บาทที่ 2 แก้ไขให้มีสัมผัสสระตรงคำที่ 2...3 คำที่ 4 รับสัมผัสบังคับ เลยต้องรื้อแก้ไขเป็น ริมฝั่ง...นั่ง นานเย็น นอกนั้นคงเดิม ได้บทใหม่ตรงตามข้อกำหนด จัตวาทัณฑี



.............ดูแผนผังแล้วลองแต่งดู

..............................ใจหมายชมตั้งต่อ..........ลำธาร
...........................ริมฝั่งนั่งนานเย็น..................ร่มไม้
...........................แลดูหมู่ปลาบาน................ใจยิ่ง
...........................ปลาตะเพียนเป็นใบ้............อยู่ใกล้ปลากราย
ลองตรวจกับแผนผังบังคับดู



การพัฒนาโคลงสี่สุภาพ เป็นโคลงกระทู้ โคลงสามและโคลงสอง
..............(1)โคลงสี่ กระทู้ คำว่ากระทู้แปลว่าหัวข้อ กระทู้อาจใช้คำเดียว 2 คำ 3 คำ มากที่สุดคือ 4 คำ โดยวางกะทู้ไว้ต้นวรรคของแต่ละบาท ปกตินิยมใช้คำที่รู้จักกันทั่วไปเป็นกระทู้เช่น (กระทู้คำเดี่ยว)เพื่อน กิน หา ง่าย ......เพื่อน ตาย หา ยาก (กระทู้สองคำ ) เช่นรักดี หามจั่ว รักชั่ว หามเสา รูปแบบการจำวรรคตอน จะแยกกระทู้วางไว้หน้าวรรคแรกนอกนั้นเหมือนโคลงสี่สุภาพ ทั้งตำแหน่งเอก โท และสัมผัสบังคับ



ตัวอย่างการแต่งโคลงกระทู้
..............................คำ...สรรค์โคลงที่สร้าง.................เสกสรร ดูเฮย
.........................คำ...เอกตรงเอกกัน...........................บ่งแจ้ง
.........................คำ...โทที่โทพลัน...........................เติมแต่ง แลนา
.........................คำ...ส่งรับจับแสร้ง...........................ส่องให้ฟัดกัน
...............................ตามแผน....ผังว่าไว้.....................จำนวน....คำแฮ
..........................ตามกรอบ...นับดูควร........................ครบถ้วน
...........................ตามชอบ...ส่งรับชวน.......................ตรงคู่ ดีแฮ
...........................ตามติด...สอบดูล้วน........................สอดสร้อยดูดี

...............นอกจากโคลง 4 แล้ว ยังมีโคลงสอง โคลงสามที่กวีสมัยก่อนนิยมแต่ง ในบทประพันธ์ประเภท ร่าย ลิลิต จะพบมีปะปนอยู่

..............(2) โคลง 2 สุภาพ เป็นการตัดแผนผังโคลงสี่สุภาพ บาทที่ 1 และบาทที่ 4 มาต่อกันเข้า บาทที่ 1 วรรคแรก เอามาทั้งตำแหน่งเอกและโท จะได้ 5 คำ บาทที่ 4 ยกมาหมดจะได้ 9 คำ จะเป็นอย่างนี้คิอ 5 + 5 + 4 (2) คำที่ตัดมาตำแหน่งคำ เอก โท คงไว้ตำแหน่งเดิมแถมคำสร้อย วรรคสุดท้ายได้ 2 คำ ก็เป็นโคลง 2 สุภาพ



ระบายสีข้อความที่จะตัดไปแต่งเป็นโคลงสอง

....................จักสรรโคลงแต่งให้...............พอดี
...............โคลงแรกแตกไปมี......................ต่างได้
................โคลงสองแบ่งไปที.....................ลองแต่ง
................เลือกจัดคำมาใช้.........................แต่งให้แปลงดู

...........เมื่อมีโคลงสี่สุภาพสัก 1 บท เอามาตัดแปลงเป็นโคลงสองสุภาพ จะเป็นอย่างไร

................จักสรรโคลงแต่งให้.........เลือกจัดคำจักใช้.........แต่งให้แปลงดู (แลนา)จากโคลงสี่...(วรรคแรกบาทที่ 1)...........(บาทที่ 4 ทั้งหมด.และ.เติมสร้อย 2 คำ)

..............(3) โคลงสามสุภาพ ก็คือโคลง 2 สุภาพนั่นเอง ตัดมาจากโคลง 4 สุภาพเหมือนกันเพียงแต่เพิ่มคำไว้ข้างหน้า 5 คำ ทำให้มีคำ 4 วรรค เป็น 5+5+5+4(2) วรรคแรกที่เติมมาจะส่งสัมผัสให้วรรคที่ 2 คำที่ 1-2-3 คำใดคำหนึ่ง
...............จากตัวอย่างตัดโคลงสี่สุภาพ ให้เป็นโคลงสองสุภาพ ทำได้ตรงแผนผังบังคับด้วยถ้าอย่างนั้น ก็แปลงเป็นโคลงสามได้ด้วยน่ะสิ ลองดู โคลงสามจะเพิ่มมา 1 วรรค และจัดวางใหม่เป็นบรรทัดละ 2 วรรค จะดูง่าย



.........(ว่างไว้เติม 5 คำ)............จักสรรโคลงแต่งให้
.........เลือกจัดคำมาใช้.............แต่งให้แปลงดู (แลนา)

.........ลองเติมดู

.........ฝึกหัดโคลงสามกัน........จักสรรโคลงแต่งให้
.........เลือกจัดคำมาใช้.............แต่งให้แปลงดู (แลนา)

...........ที่สุดก็เป็นโคลงสามสุภาพตามต้องการ


โคลงดั้น
.............เป็นคำประพันธ์ที่แต่งด้วยข้อกำหนดเพิ่มเติม ทำให้ต่างจากโคลงสุภาพ ที่สังเกตเห็นได้ง่ายคือ ตัดคำท้ายบทออก 2 คำ เหลือ คำที่ 1 ที่เป้นคำเอก และคำที่ 2 ซึ่งเป็นคำโทแล้วย้ายคำโทไปไว้วรรคหน้า ทำให้บาทที่ 4 คำที่ 4และ 5 เป็นคำโทคู่ สัมผัสบังคับ จะบังคับถึงระหว่างวบทด้วย ดังนั้นจะต้องแต่งอย่างน้อย 2 บท ถึงจะครบตามข้อกำหนด

โคลงดั้นมี 6 ชนิด ได้แก่
๒.๑ โคลงดั้นวิวิธมาลี
๒.๒ โคลงดั้นบาทกุญชร
๒.๓ โคลงดั้นตรีพิธพรรณ
๒.๔ โคลงดั้นจัตวาทัณฑี
๒.๕ โคลง ๓ ดั้น
๒.๖ โคลง ๒ ดั้น
................คิดจะฝึกแต่งโคลงดั้น ต้องอาศัยดูแผนผังบังคับ เพราะหาบทที่เคยท่องจำได้ไม่มี เลยต้องไปหาแผนผังบังคับมาใช้ แล้วลองแต่งตาม สำหรับผู้แต่งโคลงสุภาพได้แล้วมาลองแต่โคลงดั้น ก็จะเห็นได้ชัดว่า ไม่ได้ยากอะไร คล้าย ๆ โคลงสุภาพนั่นเอง ขยันฝึกบ่อย ๆ ก็แต่งได้เองแหละครับ ส่วนเพราะไม่เพราะ ว่ากันทีหลัง
...........แผนผังบังคับ โคลงสี่ดั้นทั้ง 4 ชนิด จัดแบ่งคำวางรูปแบบคล้ายกัน จะแตกต่างกันคือ
บังคับสัมผัส ดังนี้



โคลงสี่ดั้นวิวิธมาลี


............(1) สัมผัสบังคับในบท คำที่ 7 บาทแรก ส่งสัมผัสไปยังคำที่ 5 บาทที่ 3 ที่เดียว
............(2) คำที่ 7 บาทที่ 2 คำโท ส่งสัมผัสให้คำโทบาทที่ 4 ต้องคำที่ 4 มิใช่คำที่ 5
............(3) สัมผัสระหว่างบท ใช้คำท้ายบท...ส่งให้คำที่ 5 บาทที่ 2 บทถัดไป

...................................ลองสรรคำแต่งดั้น.................ดูงาม.......แม่เอย
..........................แบบวิวิธมาลี................................ใช่แล้ว
..........................เปิดผังแต่งตรองตาม........................คงใช่ แลนา
..........................ยากหน่อยบแคล้วต้อง.....................กัดฟัน
...................................สองบทเติมต่อสร้าง................จึงดี
..........................คำส่งรับเสกสรรค์............................จึ่งคล้อง
ติดตามบ่แปลกมี...............................มิต่าง........แลนา
..........................นึกไม่ออกจ้องแล้ว.........................บ่เจอ
.............นอกจากตัดคำท้ายบท ย้ายคำโทแล้ว นอกนั้นก็แต่งตามปกติเหมือนโคลงสุภาพบาทที่ 2 คำที่ 5 ที่งดสัมผัสในบท เอาไว้รับสัมผัสระหว่างบทนั่นเอง ยากไหม ไม่มีอะไรยุ่งยาก แถมลดคำไปตั้ง 2 คำ

โคลงสี่ดั้นบาทกุญชร

............(1)สัมผัสบังคับในบท คำที่ 7 บาทแรก ส่งสัมผัสไปยังคำที่ 5 บาทที่ 3 ที่เดียว
............(2) คำที่ 7 บาทที่ 2 คำโท ส่งสัมผัสให้คำโทบาทที่ 4 ต้องคำที่ 5 มิใช่คำที่ 4
ต่างจากดั้นวิวิธมาลี
............(3) สัมผัสระหว่างบท ใช้คำท้ายบท...ส่งให้คำที่ 5 บาทที่ 2 บทถัดไป (ผลทำให้มีคำท้ายบาท ที่เรียงกันอยู่ 3 บรรทัด กับคำที่ 5 บาทถัดกัน 3 บรรทัด ส่ง-รับสัมผัสกัน มองคล้ายเท้าช้างเดินสลับกัน)
..........................................บาทกุญชรชื่อดั้น...............ลองดู
....................................ยามแต่งตามเปิดแผน...............จดจ้อง
....................................คำโทเอกตามครู.......................เคยสั่ง แลนา
....................................ดูหน่อยโทนั้นต้อง.....................ต่อตรง
...........................................บทสองรับส่งให้...................ตรงผัง
.....................................วางนี่รับเจาะจง.........................บทต้น
.....................................มิยากเมื่อระวัง...........................ยามแต่ง ดีแล
.....................................สัมผัสดังช้างด้น........................ดุ่มเดิน


โคลงสี่ดั้นตรีพิธพรรณ

............(1)สัมผัสบังคับในบท คำที่ 7 บาทแรก ตัดออก ไม่ส่งสัมผัส
...........(2) คำโทบาทที่ 2 ส่งสัมผัสให้ทำโท คำที่ 4 บาทที่ 4
............(3) สัมผัสระหว่างบท ใช้คำท้ายบท...ส่งให้คำที่ 3 บาทที่ 2 บทถัดไป ทำให้ตั้งชื่อว่าตรีพิธพรรณ
.....................................ตรีพิธพรรฒว่าดั้น................ดุจเดียว
.................................ตอนแต่งตรองตามดู................รอบด้าน
.................................บทแรกบ่เห็นเชียว....................ตำหนิ แลนา
.................................ไปโผล่ออกก้านแก้ว................บทหลัง
......................................บาทสองจดจ่อไว้...............ชัดเจน
.................................คำที่ผังสัมผัส...........................ใช่แล้ว
.................................คำสามชื่อตรีเห็น......................บาทที่ สองแล
.................................โทที่สี่แจ้วเจื้อย........................ส่งเสียง


โคลงสี่ดั้นจัตวาทัณฑี



............(1)สัมผัสบังคับในบท คำที่ 7 บาทแรก ตัดออก ไม่ส่งสัมผัส
...........(2) คำโทบาทที่ 2 ส่งสัมผัสให้ทำโท คำที่ 4 บาทที่ 4
............(3) สัมผัสระหว่างบท ใช้คำท้ายบท...ส่งให้คำที่ 4 บาทที่ 2 บทถัดไป ทำให้ตั้งชื่อว่าจัตวาทัณฑี
............................จัตวาว่าดั้น.........................อีกควร
.........................เหมื่อนดั่งตรีพิธพรรณ............สู่รู้
..........................จับคำสี่กระบวน.....................รับส่ง
.........................จัตวากู้กล้า.............................ก่อโคลง
.............................บทสองชัดที่อ้าง.................จัตวา ทัณฑ์แล
.........................คำสี่รับโยงกัน.........................เรียบร้อย
.........................คำเหลือบ่แปลกตา..................ดีอยู่ แลนา
..........................ยากแต่ตรวจสร้อยให้..............คล่องความ


โคลงสองดั้น




............(1) โครงสร้างเหมือนโคลงสองสุภาพ ตัดวรรคสุดท้ายออกสองคำ แล้วย้ายคำโทไปวรรคหน้าเป็นคำโทคู่ เหมือนโคลงดั้นทั่วไป
............(2) คำโทวรรคแรกคือคำที่ 5 ส่งสัมผัสไปยังคำโทคู่ วรรคที่ 2 ตรงคำที่ 5 ไม่ใช่คำที่ 4
.............(3)คำท้ายบท ส่งสัมผัสให้คำที่ 1/2 หรือ 3 วรรคแรกของบทถัดไป

..................โคลงสองลองอย่างดั้น.................ลองแต่งดูแล้วสั้น...........แปลกดี
...................มีเพียรฝึกแต่งให้...........................เชิงเชี่ยวจึงรู้ได้...........ช่ำชอง
...................ตรองตามจักง่ายแท้......................ผิดตกเอาไว้แก้..............จึ่งงาม


โคลงสามดั้น



...........(1) โครงสร้างเหมือนโคลงสองสุภาพ ต่างตรงเพิ่มคำ หน้าวรรคแรกอีก 5 คำ ทำให้มี 4 วรรค วรรคที่ 3 คำวรรคที่มีคำโทคู่
............(2) คำท้ายวรรคแรก ส่งสัมผัสไปยังคำที่ 1/2/3 คำใดคำหนึ่งวรรคที่ 2
............(3) คำโทวรรคที่ 2 คือคำที่ 5 ส่งสัมผัสไปยังคำโทคู่ วรรคที่ 3 ตรงคำที่ 5 ไม่ใช่คำที่ 4
.............(4)คำท้ายบท ส่งสัมผัสให้คำที่ 1/2 หรือ 3 วรรคแรกของบทถัดไป

........................โคลงสามดังโคลงสอง...................ตามทำนองที่อ้าง
.....................ลองแต่งดูได้ล้าง................................โง่งม
.........................สมควรอีกสักบท.............................จำจดแผนอ่านไว้
.....................คำจัดลงแล้วได้...................................รื่นฤดี
.........................มีพลังจักเขียนต่อ............................มิรอคอยเริ่มแล้ว
......................คำหลั่งมาล้วนแก้ว.............................ก่องงาม

.............เขียนถึงการฝึกหัดแต่งโคลง ไม่นึกว่าจะยืดยาวขนาดนี้ เพราะเนื้อหาโคลงมีหลายชนิด โคลงสุภาพก็มาก โคลงดั้นก็มาก เขียนถึงอย่างละนิดละหน่อยมันก็ยาวมากจนได้แหละยิ่งคนเขียนขี้โม้อยู่ด้วย ภาษาที่เขียนก็ตามใจคนเขียน อย่ามาทึกทักว่าต้องเขียนแบบเขียนตำรับตำราแล้วกัน เพราะไม่ชอบเขียนแบบนั้น เขียนจากการอ่านตำรามาใช่ไหม ก็ใช่แหละก่อนจะแต่งโคลงได้ก็อ่านตำรามาไม่รู้กี่เล่ม อ่านบทกวีนิพนธ์ก็นับไม่ถ้วน สุดท้ายก็ลงมือฝึกแต่งแบบเอาเป็นเอาตาย ก่อนมาเขียนข้อความนี้ แต่งโคลงมามากไหม ไม่รู้สินะ ไม่เคยนับลองตามหาดูก่อน .....อ้อได้มาแค่นี้ก่อน วิธีตรวจสอบ คัดลอก URL ไปโพส ถามกูเกิล ก็ได้เฉพาะภาษาอังกฤษนะ ชื่อภาษาไทยไม่ต้องกอปไป

แหล่งอ้างอิงประสบการณ์แต่งโคลง

------------------------------
         URL คัดลอกมาจากหน้าเวบ ปกติคลิกก็วิ่งไปเปิดไฟล์ บลอกให้ ถ้าไม่เปิดก็เอาใหม่ เมาส์ระบาย
URL ที่จะเปิด แบบนี้ 


แล้วคลิกขวาที่แถบ จะมีคำสั่งให้เลือกไปที่ คลิกตรงไปที่นั่นแหละ เปิดได้ครับ
-------------------------------
คำโคลงที่แต่งมีมากเกินพันบท ไปดูเอาเองครับ
--------------------------------
โคลงสอนหลาน
http://khuntong52.blogspot.com/2017/06/blog-post_18.html
เซียงเหมี่ยงตอน1-20
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/1-20.html
เซียงเหมี่ยง 2 ตอน 21-40
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/2-21-40.html
เซียงเหมี่ยง3 ตอน 41-60
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/3-41-60.html
เซียงเหมี่ยง 61-76
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/61-76.html
นิราศไทรโยค1
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/1.html
นิราศไทรโยค 2
http://newjarinya.blogspot.com/2016/08/blog-post_30.html
ภูกระดึงรำลึก 1
http://newjarinya.blogspot.com/2017/10/2.html

ภูกระดึงรำลึก 2
http://newjarinya.blogspot.com/2016/08/1_2.html
ท้าวขูลูนางอั้ว 1
http://newjarinya.blogspot.com/2016/07/1_30.html
ท้าวขูลูนางอั้ว 2

http://newjarinya.blogspot.com/2016/07/2_51.html
โคลงนิราศเมืองเหนือ01
http://newjarinya.blogspot.com/2018/01/blog-post_21.html
โคลงนิราศเมืองเหนือ 02
http://newjarinya.blogspot.com/2018/01/blog-post_78.html
โคลงนิราศเมืองเหนือ 03
http://newjarinya.blogspot.com/2018/01/3.html