วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ก้อยหมากลิ้นไม้


--

--------------------------------ก้อยหมากลิ้นไม้----------------------------------

................พ่อตาผมชื่อคูณ สิริหล้า แม่ยายชื่อวรรณดี สิริหล้า ผมไปเป็นเขย พ่อตาเกษียณ แล้ว เป็น

มัคคทายกวัด เลยได้รู้จัก แกชอบไปนอนที่สวนต้นสัก ปลูกมะม่วงมะขาม ไผ่หวาน ตั้นสัก วันหยุดลูกหลานก็เอาข้าวปลาไปส่ง ช่วงปลูกข้าวโพด ก็ไปช่วยกันถางหญ้า ขุดดิน มี แม่ยายเป็นผู้กำกับ ตั้งแต่ปลูกจนเก็บเกี่ยว ว่าง ๆ เราก็ไปช่วย วันหนึ่งพ่อตาไปธุระในเมือง พวกเราไปสวนช่วยดายหญ้า ผมเห็นต้นเพกามีฝักดกเลยลองเขย่าดู มันหล่นมาสามฝัก เลย ถือไปให้แม่ยายที่กระท่อม แกให้เอาไปเผาให้สุก ล้างดีแล้วเอามาส่งแก ยายบอกเอาไปกินบ้าน ฝักหนึ่ง อีกฝักจะทำก้อยให้กิน
..............ยายแกหั่นหมากลิ้นไม้บาง ๆ ได้จานหนึ่ง หั่นหมูปิ้ง 3 ไม้ ได้เยอะเหมือนกัน จากนั้น แกให้คั้นหมากลิ้นไม้กับเกลือ จนน้ำขมไหลออกเยอะเหมือนกัน ค่อยล้างน้ำให้สะอาด ลองชิม ดูพบว่ามันขมน้อยลง ยายโรยเนื้อหมูลงไป ตามด้วยข้าวคั่ว พริกปุ่น หอมกระเทียม ข่า ซอย โรยลงไป บีบมะนาวราด ตามด้วยน้ำปลาร้า ผักแต่งกลิ่น หอม ผักชี แล้วแกก็ให้เราลองชิมดู อร่อยดี เหมือนกินพล่าเนื้อหมู กับผักคือหมากลิ้นไม้ แต่มันอร่อยกว่า
.............การเผาหมากลิ้นไม้ น้ำขมส่วนหนึ่งจะไหลออกมา การคั้นกับเกลือก็ช่วยให้ขมน้อยลง จนสามารถทำยำหรือทำก้อยได้ โดนน้ำมะนาวตัดอีกที ก็หยุดขมได้ เนื้อหมูปิ้ง ปกติก็กินได้ เลย พอจะทำยำเลยไม่ต้องย่างอีก เท่าที่ดูเครื่องปรุง เหมือนทำลาบทุกประการ มิน่าถึงเรียก ว่าก้อยหมากลิ้นไม้ ใครอ่านเจออยากทดลอง เอาเลยครับ อร่อยจริง ๆ

(เขียนขึ้นแทนของเก่าที่หาไม่เจ
อ)
30 มิย.59
ขุนทอง ตรวจทาน 1/8/59

แกงหน่อไม้


................แกงหน่อไม้บ้านเฮา...........................
------------------
......ผมเป็นครูอยู่จังหวัดเลย  (2516-2547) นานถึงสามสิบเอ็ดปี คุ้นเคยกับอาหาร
การกินแบบพื้นบ้าน มากพอจะเล่าให้ฟังได้ วันนี้จะเล่าถึงการทำแกงหน่อไม้...หน่อไม้ที่นำ
มาทำแกงได้มีหลายชนิด  หน่อไม้ไฟคุณยายผมแกชอบไปหามาแกง เขาเผาป่าทำไร่ ฝนตก
มาหน่อไม้ก็แทงดินโผล่ออกมา ไปหาหักเอาได้ซักตะกร้า ก็พอแกงได้  ผนตกไผ่บงริมรั้วไร่
ข้าวโพด แทงหน่อดีนัก  กอเดียวได้เป็นกิโล นี่ก็แกงอร่อย ไผ่โจดคนเลยไม่กินเขาว่ามันแข็ง 
ขมมาก ต้มนานกว่าจะจืด  ไผ่รวกเกิดบนเนินเขาเป็นดง เรามักไปหักเอาหน่อยาว ๆ มาเผา
เพื่ออัดปี๊บ หน่อเล็ก ๆ เอามาทำแกงก็อร่อย หน่อยาวเผาสุกดีเนื้อสีเหลือง ๆ ก็ทำซุบ ทำแกงได้
ไผ่ซาง สุดยอดหน่อไม้ป่า หน่อที่ยังไม่โผล่ดินขุดหามาต้มหวานมาก ๆ กินเป็นผักกับน้ำพริกได้
ทำแกงก็อร่อย ไผ่ตงเนื้อมากขมนิดหน่อยแกงอร่อย ไผ่หวานชื่อบอกว่าหวานไม่มีขม นิยมใช้
เป็นผัก แต่ก็นำมาแกงได้
.....เตรียมหน่อไม้ทำแกง นิยมปอกกาบออกสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วก่อนจะทำแกง นำไปต้ม
ให้จืด ได้เนื้อหน่อไม้สัก 1 ถ้วย กำลังพอดีหม้อแกง ถ้าหน่อเล็กสับไม่ไหว ก็ใส่ครกโขลกแล้ว
นำไปคั่วเกลือแล้วล้างให้ขมน้อย ๆก็ใช้ได้ หน่อไม้ที่รสหวานอยู่แล้ว แค่ลวกน้ำร้อนให้สะอาดก็
แกงได้เลย
......น้ำย่านาง ไม่ควรขาดช่วยขจิดพิษในหน่อไม้ และช่วยให้น้ำแกงเข้มข้น นอกนั้นก็เป็น
เครื่องแกงและผัก เครื่องแกง ใช้พริกแห้ง สามเม็ด หอมแดง 3 หัว ตะไคร้ 2 หัวหั่นฝอย  
เนื้อปลาทู 1 ตัว กระปิ 1 ช้อชา(น้ำปลาร้าไม่ค่อยหอม)ตำเข้ากันดีแล้วตักใส่ถ้วยรอไว้   
ผักที่ผมชอบใส่ มะเขือพวงบวบงู บวบหอม หั่นแบบหั่นแกง สักถ้วยตวง แล้วก็พวกผักชะอม 1
มัด ยอดมะระป่า 1 มัด(คนละอย่างกับมะระขี้นก) แมงลักเด็ดเอายอด 1 กำมือ พริกสด
5-10 เม็ด แค่นี้น่าจะพอแล้ว
......ตั้งหม้อแกงใส่น้ำย่านางลงก่อนรอให้เดือด ใส่เครื่องแกงลงไป แล้วตามด้วยหน่อไม้
คนให้ทั่วแล้วเติมผักที่หั่นไว้ น้ำปลาร้า สักครูก็ชิม ปรุงรสเค็มเติมน้ำปลา ชูรส ใส่ ชะอมทั้งมัด  
ยอดมะระทั้งมัด ดับไฟ ใส่แมงลัก และ
พริกสดยกลงจากเตาได้ แค่นี้แกงหน่อไม้แบบลูกทุ่งก็เรียบร้อย อร่อยสะใจมาก
................แกงที่ได้มีสาระพัดรสสีเข้มข้นจากน้ำย่านาง รสนัวจากน้ำปลาร้า เนื้อ
ปลาทู รสเค็มน้ำปลาร้าหอมกระปิ รสหวานๆจากผัก บวบหอมบวบงู ขมระเบิดเปาะแปะ ๆ มะเขือ
พวง หอมมันจนฉุนชะอม ขมแทนขมหน่อไม้ยอดชะอมป่าคนชอบขมเพลี้ยจะชอบมาก หอมจับใจ
ใบแมงลัก ตาสว่างลูกโดดพริกขี้หนู  สุดยอดจริง ๆครับ แกงหน่อไม้ ทำขายขาดทุนแน่เลย 
หากินตามร้านยากหน่อย

--------------------------

ก้อยกะปอม

..............ก้อยกะปอม......................
......เคยโพสก้อยกะปอมแล้วหาไม่เจอ เจอแต่คำบรรยาย เลยต้องซ่อม เขียนใหม่ละกัน 
กะปอมก็คือกิ้งก่า สมัยเด็กเข้าป่าหรือไปเลี้ยงควาย ก็ล่ากะปอมได้มากพอก็มาเผาหรือย่างกินกัน
เลยรู้สึกชอบวิธีทำกินที่ทำกันบ่อย ๆ เช่น เผา ปิ้งย่าง ก้อย เผาจะทำเมื่อได้มาน้อยตัว เผาง่าย ๆ 
แบบซุกถ่านไฟ พลิกให้ไหม้ทั่วถึง ก่อนกินขูดหนังที่ไหม้ออก จะได้เนื้อที่สุกหอมมาก เกลือโรย
สักนิด จะได้อร่อยมาก ๆ การย่างกะปอม ถ้าได้หลายตัวก็ย่าง ถกหนังออก ควักขี้ล้างให้สะอาด 
คลุกเกลือกระเทียมแล้วนำไปย่างให้สุก เนื้อเกรียมหอมมาก ๆ แบบนี้ย่างสด ๆ กินอร่อย ย่าง
อีกแบบเป็นเนื้อตากแห้ง หรือแดดเดียว ย่างสุกแล้วกลิ่นหอมมาก  สมัยไปเรียนมัธยม 1-3 
เลิกเรียนกลับบ้านจับกะปอมตามรายทาง ถึงบ้านแม่ก็ทำกะปอมตากแห้งไว้ให้ ไปเรียนก็เลย
มีย่างกะปอมเป็นกับข้าวคู่กับแจ่วบอง น่าอายไหมเปล่าหรอกเพื่อนมันแย่งกันกิน แถมยังรอ
กลับบ้านพร้อมกันกลายเป็นพวกล่ากะปอม ถึงบ้านก็แบ่งกันไป วันหลังเลยได้หัวเราะ "ข้าก็มี
ปิ้งกะปอมเหมือนกัน"
.....ก้อยกะปอม เป็นเมนูต่อยอดจากปิ้งย่าง ไม่ได้ก้อยสด ๆ แต่ต้องสุกแล้ว ถึงจะนำมาสับ
ให้ละเอียด ได้เนื้อกะปอมสักถ้วย ก็ทำก้อยกะปอมได้แล้ว ใส่อะไรบ้าง รสเปรี่้ยวใช้มะม่วงดิบ
ครึ่งลูกสับเหมือนสับมะละกอทำส้มตำ พริกป่น ข้าวคั่ว  หอมแดง กะเทียมข่า  ใบหอมสด ชีหอม
ชีฝรั่ง น้ำปลารัา(ไม่มีตะไคร้นะ ไม่ได้ลืม)
......คลุกเนื้อกะปอมที่สับแล้วกับมะม่วงในชามใหญ่ ๆหน่อยข้าวคั่ว หอมกะเทียมน้ำปลาร้า 
ชูรส ชิมก่อนก็ได้ค่อยใส่ผักแต่งกลิ่นหอมสุดท้ายใส่พริกป่น ใส่ก่อนไม่ดีแสบมือ ขณะคนก็อย่าชิม
บ่อยนัก ของมีน้อย อร่อยแบบไม่ต้องโฆษณา มีเท่าไรไม่เหลือครับ  ขนาดผักกับจัดไม่ทันเลย
แหละ ผักกระโดนบก กระโดนน้ำ ผักเม็ก ผักกาดหิ่น  เพลี้ยฟาน
......แย้ครับ  เคยกินก้อยแย้วิธีทำก็เหมือนก้อยกะปอม อร่อยไม่แพ้กะปอมหรอก เนื้อ
เยอะกว่าด้วย แต่กลิ่นหอมสู้กะปอมไม่ได้  วิธีทำก็ถกหนังควักล้าขี้ออกให้หมด จะย่างเลยหรือ
ตากแห้งก็ได้ เครื่องปรุงก็แบบเดียวกัน แต่เรียกก้อยแย้
......เนื้ออย่างอื่นที่เอามาทำก้อย เคยลองหลายอย่างครับ หนูนาทำก้อยแบบนี้ได้เหมือนกัน 
แต่เนื้อมันเปียกชุ่มน้ำมัน เลยไม่นิยม ส่วนบ่าง ถอนขนเสร็จ แหวะเอาขี้ออกแยกขี้แก่ทิ้ง ขี้่อ่อน
เก็บไว้ให้ดี ย่างสุกแล้วสับเนื้อให้ละเอียด ขี้อ่อนใส่หม้อต้มน้ำน้อย ๆ สุกแล้วเอาไว้ผสมเนื้อที่สับ
แล้ว ก่อนใส่เครื่องปรุงอื่น ๆ ก็แบบเดียวกับที่ทำก้อยกะปอม แต่ก้อยบ่าง เนื้อไม่เปียกชื้น หอม
สู้กะปอมได้ แถมมีรสขมแบบเพลี้ยวัวเลยแหละ พรรคพวกเลยชอบกันมาก ยกให้เป็นคู่แข่ง
ก้อยกะปอมได้  เพื่อนบางคนมันเอาขี้อ่อน ไปต้มใส่ข่าตะไคร้ น้ำปลาร้า บีบมะนาวหน่อย ซดกัน
รอบวงเลย  เพลี้ยบ่างมันบอก.. โธ่ขี้บ่างชัด ๆ
......จบก้อยกะปอมแถมก้อยแย้และบ่าง พอเป็นกระสาย ให้ได้ทราบกันว่า คนอีสานสมัยก่อน
อยู่กินกันอย่างนี้ คนเขาถึงว่าคนพวกนี้หลงป่าไม่ตายง่ายหรอก 5 5 5
-----------------------------

21 มิถุนายน 2559

ลาบเป็ด

---------------ลาบเป็ด---------------
......ไปกินลาบเป็ดที่ร้าน มีน้ำต้มกระดูกและเครื่องใน ลาบ 2 จาน  หัวเป็ดทอด 1 จาน
สองคนหมดไป  หกร้อยบาท  ดูบิลเขาคิดลาบจานละ 200 ต้ม 100 นอกนั้นเป็นค่าข้าวเหนียว 
น้ำอัดลม น้ำแข็ง ผชากลับผ่านตลาดสดโครงการ ฯ เห็นเป็ดพร้อมเครื่องไน ขายตัวละ 150 บาท
เลยซื้อ 2 ตัว มาใส่ตู้เย็นไว้ และไม่ลืมซื้ออุปกรณ์ทำลาบมาด้วย  ว่าง ๆจะทำกินเอง   
 ......จะทำลาบเป็ด เตรียมให้พร้อม เนื้อเป็ดสับ 300 กรัม หนังเป็ดและเครื่องในเป็ด
สับห่าง ๆ ล้างสะอาด 300 กรัม ทอดให้สุกกรอบ  มะเขือเปราะ เผาไฟล้างลอกเปลือกออก 2 
ลูก (ตะไคร้ 2 ต้นหั่นฝอย หอมแดง 5 หัว กระเทียม 1 หัว ข่า 7 ฝาน โขลกให้แหลกนำ
ไปเจียวให้กรอบหอม) ใบมะกรูด 10 ใบ ทอดกรอบ สะระแหน่เด็ดเอาใบและยอด  พริก
แห้งทอดกรอบ 10 เม็ด (ผักแต่งกลิ่น หอมสด ชีฝรั่ง ชีหอม ซอย ละเอียด)  พริกป่น ข้าวคั่ว 
มะนาว 2 ลูก
.........ทอดเครื่องในใช้น้ำมันน้อย เพราะน้ำมันจากเครื่องในมีเยอะ ทอดจนสุกกรอบ
เหลือง สังเกตน้ำมันในกระทะจะมีมาก ตักเครื่องในออกแล้วยังเอาเนื้อเป็ดลงทอดให้สุกได้
แล้วก็ปิดไฟ คนลาบในกระทะ ตำมะเขือแหลกแล้วใส่ลงไป ข้าวคั่วลงก่อน ต้องการให้มันละลาย
เหนียว ตามด้วยตะไคร้และพวกที่ทอดสุกกรอบแล้ว  น้ำปลาร้า 3 ทัพพี พริกป่น 2 ช้อน
มะนาว 2 ลูกบีบเอาน้ำราดลงไป คนไปเรื่อย ๆ  ผักแต่งกลิ่น ชิมและปรุงรส  ตักใส่กะละมัง
โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ และใบมะกรูดทอดกรอบ พริกแห้งทอดกรอบ  แค่นี้ก็พร้อมบริการ
ลาบเป็ดสูตรพิเศษ
........น้ำต้มเศษกระดูกเหลือจากสับทำลาบ ตั้งม้อแกงใส่น้ำ 2-3 ถ้วย ใส่ข่า 1 หัว 
ตะไคร้ 2 หัว มะกรูด 5 ใบ มะขามเปียก 2 ฝัก น้ำปลาร้า 3 ทัพพี น้ำเดือดใส่กระดูกลงไป
แบ่งเครื่องในมาสักถ้วยตวง ผสมลงไป เคี่ยวจนเปื่อย และ หยุดไฟ ปรุงรส โรยผักแต่งกลิ่น
พริกป่น ชูรส จบน้ำต้ม ตักไปซดกับลาบได้
.....ทีนี้เราก็จัดผักกับลาบ ผักกะโดน ผักเม็ก สะเดา ผักแพว พลููคาว ชะพลู เพลี้ยฟาน
ยอดมะตูม  มะเขือเปราะ แตงกวา พริกขี้หนูสวน อันไหนไม่มีก็ข้ามไป จัดซักจานสองจาน
ครบเครื่องกินลาบเป็ดแล้ว
----------

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ลาบไก่ย่าง

.................เศษอาหารที่ไม่อยากทิ้ง..............
.................วานนี้ไปเที่ยวกรุงเทพ ฯ ซื้อไก่ย่างข้างทางกินกับส้มตำ เห็นสั่งส้มตำ สองรอบ ไก่ย่างก็เลยเหลือ เลยขอถุงพลาสติคเก็บไก่ย่างที่เหลือเอาติดรถกลับบ้าน แม่บ้านถาม ว่าเอาไปให้หมาเหรอเราก็บอกว่าเปล่า ให้เจ้าของหมาด้วย เห็นเธองง ๆ ตอนแวะตลาดสด ออเงิน สุขาภิบาล 5 แวะไปหาเลือกซื้อผักและของใช้ในครัวได้หลายอย่าง วันนี้เลยทำกับข้าว ที่ต้องการ จะจัดการเศษไก่ย่างก่อน ให้แม่บ้านแช่ข้าวเหนียวไว้นึ่งเพราะกับข้าวที่ทำเป็น แบบอาหารอีสาน ........ของที่ต้องใช้มีครบ ข่า หอม กระเทียม มะเขือขื่น หอมสด ชีหอมใบมะกรูด พริกป่น ข้าวคั่ว มะนาว น้ำปลาร้า สบายมากครบเครื่อง เลยนั่งแทะ อ้อ แกะ เนื้อไก่ย่างใส่จานไว้ ส่วน กระดูก เจ้าทาโร่และนังคุกกี้ นั่งเฝ้าเอาเท้าสะกิดขาเรา แบบว่าขอหน่อย หิว เลยรวมใส่จาน ให้เด็กเอาไปใส่กระบะให้ แบ่งกัน ไม่งั้นทะเลาะกันหนวกหู ส่วนเราก็สับเนื้อไก่ย่างให้ ละเอียด ใส่จานไว้ หั่นข่า 3 แว่น ใส่ครก กระเทียม 3 กลีบ หอมแดง 3 หัวตามลงไปโขลก ให้ละเอียดแล้วเจียวให้สุกหอม ใส่ถ้วยไว้ มะเขือขื่นลูกเล็ก ๆ เผาสุกปอกเปลือกที่ไหม้ ล้างดี แล้ว ใส่ถ้วยไว้ .......ต้มน้ำปลาร้า กรองเอาน้ำถ้วยหนึ่ง ใส่ลงในกระทะพอเดือดใส่เนื้อไก่ลงไป ข่าหอม กระเทียวที่เจียวไว้ใส่ลงไป น้ำเริ่มจะงวด ใส่ข้าวคั่ว 1 ช้อนน้ำมะนาวครึ่งลูก คนให้ทั่วแล้ว ปิดไฟ ใบมะกรูดซัก 2 ใบ ชีหอม หอมสด หั่นฝอย ๆ เติมลงไป ชิมรสดู อาจต้องเติมชูรส น้ำปลา จนได้รสพอใจ ขาดรสเดียวคือเผ็ด พริกผงมีอยู่แล้ว ยายที่บ้านแกไม่กินเผ็ด เลยต้องตักแยกไว้ ก่อน แล้วเติมพริกผง ช้อนเดียว พอ แค่นี้เราก็ได้ ลาบไก่ย่าง สูตรอีสานพร้อมรับประทาน ......ข้าวเหนียวนึ่งร้อน ๆ พริกขี้หนูสด ผักเม็ก ผักกระโดน ผักพายผักแพว แตงกวา จัดมา สมาชิกครอบครัวมาร่วมแจมด้วย กินกันใหญ่เลยกินไปถามไปว่า อะไรนี่ ยังกะน้ำพริก กินกับผักพวกนี้มันเข้ากันดีนะ อร่อยมาก ของยายเติมมะนาวให้อีกหน่อยชอบเปรี้ยว ของหนู ใส่พริกขี้หนูอีกสองสามเม็ด สุดยอดเลย นี่แม่บ้านเขาว่า ช่วยกันกินไม่นานก็เกลี้ยงแม่บ้านเผ็ด น้ำหูน้ำตาไหล ถามหาไก่ย่างจะมากินแก้เผ็ด เลยบอกที่เธอกินนั่นแหละ ไก่ย่างวานนี้ กระดูก ให้หมาไปแล้ว เนื้อมันเอามาทำอาหารให้กินนี่ไง เลยได้หัวเราะกัน ........ยายว่าวันหลังซื้อไก่ย่ามาทำเลยได้ไหม อร่อยดี เลยต้องบอกว่าไม่ได้ ของแท้ต้อง เป็นเศษเหลือกินถึงจะทำอร่อย 555

อั่วเห็ดตีนตุ๊กแก

อั่วเห็ดตีนตุ๊กแก
.
......ไปเดินตลาดสดได้เห็ดตีนกับแก้มา 1 กองยี่สิบห้าบาทเลยซื้อเห็ดบดมาอีก 20 บาท ทีแรกกะ
จะทำแกง พอดีเดินรดน้ำต้นไม้เห็นยอดใบชะพลูกำลังงามเลยเปลี่ยนใจทำอั่วเห็ดกินเล่นดีกว่า
เห็ดตีนกับแก้ ก็คือเห็ดตีนตุ๊กแก ที่ชอบขึ้นตามกิ่งไม้แห้ง อย่างกิ่งมะขาม มะม่วง เต็ง รัง เป็น
ดอกเล็ก ๆ สีเทา ๆ มองดูคล้ายตีนกับแก้จริง ๆปกติคนเขาไม่กินกันหรอก เพราะดอกเล็ก แต่ถ้ามีคน
เก็บมาขายละก็ ขาย ดีมาก มีคนรู้จักว่ามันทำกับข้าวอร่อย โดยเฉพาะคนใต้ เขาเรียก เห็ดแครง ราคาแพงมาก มีการเพาะ ขายด้วย
.................อั่วเห็ด ก็เหมือนไส้อั่วหมูที่เห็นทั่วไปแต่จะใช้ใบชะพลู ห่อแทนไส้หมู ข้างในก็จะเป็นเห็ด
และ เครื่องปรุง แล้วนำไปย่าง แค่นี้ก็เรียกอั่วเห็ด เครื่องปรุงที่ผมใช้ สำหรับเห็ด ถ้วยหนึ่ง จะใส่หมู
บด ที่ลวกสุกแล้ว 3 ช้อน พริกแห้ง 3 เม็ด ตะไคร้ 1 หัว หอมแดง 3 หัว น้ำปลาร้า 1 ช้อน ข้าวเบือ 1
ช้อน ผักชีลาว 1 ต้น แมงลัก 5 ยอด.....โขลก พริก หอมแดง ตะไคร้ ให้ละเอียด ใส่ถ้วยรอไว้ล้างผัก
สด เด็ด ยาวสัก ครึ่งนิ้ว ล้างใบชะพลูไว้รอได้เลย
.................ตั้งกระทะ ใส่น้ำครึ่งแก้ว ใส่หมูบดลงไป เครื่องแกงลงคนไปเรื่อย ๆ เห็ดที่ล้างและสับไม่ต้อง
ละเอียดนัก ใส่ลงไป น้ำปลาร้า น้ำปลา ชูรส คนอย่าหยุด เดี๋ยวติดกระทะ รู้สึกกลิ่นจะหอมฟุ้งแล้ว ใส่แป้ง
ข้าวเบือ 1 ช้อน คนไปจะพบว่ามันเหนียว ข้น หยุดไฟแล้วเติมผักชี แมงลัก คนต่อ แล้วชิม ห้ามชิม
เกิน 1 ช้อน เดี๋ยวไม่ได้ทำอั่วเห็ด เพราะมันสุกแล้ว เคยทำค้างไว้เพราะลืมเด็ดใบชะพลู ลงไปเด็ด
กลับมา หมดไปถ้วยหนึ่งแล้ว เด็กมันชิม แต่วันนี้ไม่เผลอ รอให้มันเย็นลงก็ตักใส่ชามมานั่งห่อด้วย
ใบชะพลู
.................ห่อเห็ดที่สุกแล้วใช้ใบชะพลู 3 ใบต่อห่อ คว่ำด้านเขียวเข้มลงกลางจานเปล่า 1 ใบ วางสอง
ใบ ทับให้หางใบแยกไปซ้ายขวาตักเห็ดวางลงแล้วม้วนให้ได้ขนาดเท่าหัวแม่มือ ม้วนหางใบชะพลู
ซ้ายขวา กันเห็ดไหลออก ส่วนใบที่อยู่ล่าง ม้วนดี ๆ ก็คล้ายเชือกมัดทำเสร็จวางบนจานให้ทับซ่นใบชะพลูไว้ ห่อนเสร็จก็นำมาวางเรียงกันจนเต็มจาน ได้ 2 จาน ต่อไปก็นำไปย่างไฟ แต่กระผมขี้เกียจหา
ซื้อถ่าน เลยใช้ไมโครเวพแทน เพราะต้องการแค่ให้ใบชะพลูสุกหอมเท่านั้น เนื้อเห็ดสุกจากกระทะแล้ว ใช้ไฟปาน กลาง 4 นาที ก็พอ ถ้ามีลูกหลาน ต้องถือไม้ไว้เคาะมือ พวกอยากลองชิม เพราะมันหอมจับใจจริง ๆ  อ้อ ต้องนึ่งข้าวเหนียวให้สุกก่อน จะนำอั่วเข้าเวบ ไม่งั้น กินเล่นกันหมดก่อน 5 5 5 ลองดูนะครับ
------------
ป.ล. เห็ดตีนกับแก้หายาก ใช้เห็ดบด เห็ดขอนขาว ก็พอกล้อมแกล้มได้ แต่ต้องสับนิดหน่อย
----------------------------------

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คำนำ




คำนำ

            บลอกเก่าเลิกใช้ไปนานเกือบปี  เอามาปัดฝุ่นไว้โพสข้อเขียนต่าง ๆ ไว้ให้ลูกหลานเขาอ่านเล่นกัน ก่อนอื่นก็ขอแนะนำตัวเองก่อน เพราะลูกหลานบางคนรู้แต่ชื่อ ไม่เคยเห็นตัวก็มี ในคำนำนี่แหละจะขอแนะนำตัวไว้ด้วย จะได้ไม่ต้องถามว่า ตาคือใคร มาจากไหน
............1. ชื่อ นายขุนทอง ศรีประจง อันนี้ชื่อในทะเบียนบ้าน ที่ลุงผู้ใหญ่บ้านแกเป็นคนตั้งให้ ปี 2487
ครอบครัวตาอยู่ที่นั่น (บ้านแก ตำบลธัญญา อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์)พ่อเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ลูกคนสุดท้องเกิดมาเป็นผู้ชาย ปีที่โรคห่ากำลังระบาดคนตายเป็นเบือ แต่เราดันเกิดมาซะนี่ บางคนเลยด่าเอา "อ้ายหอก เกิดมาทำไม คนเขากำลังยุ่งตายห่า" การแจ้งเกิดเลยล่าช้า พ่อจดชื่อ วันเดือนปีเกิด
ใส่กระดาษไปฝากลุงผู้ใหญ่บ้าน เพราะแกไปประชุมที่อำเภอทุกเดือน  พ่อบอกชื่อ เด็กชาย สิงห์ทอง ศรีประจง คงหลายวันกว่าจะมีประชุมรับเงินเดือน ลุงแกนึกขึ้นได้เลยไปแจ้งเกิด ตายละปี้หาย จำชื่อหลานไม่ได้ แต่แน่ใจว่ามีคำทอง ๆ เลยได้ชื่อ ขุนทอง ดีที่แกรู้นามสกุลผู้ช่วยจำได้ว่า ศรีประจง ถ้าลืมคง
ให้ใช้นามสกุลแกอีกแน่ ผู้ใหญ่สมบูรณ์ โพนเงิน แกบอกเด็กเกิดวันที่ 4 มิถุนายน 2487 นี่คือ วันประชุม
รับเงินเดือน ไม่ใช่วันเกิดจริง  เคยไปขอคัดสำเนาสมัครเรียนต่อ ม. 4 เจ้าหน้าที่ลายมือหวัดมาก แถมกระดาษยับตรงตัวเลขวันที่เกิด ครูผู้รับสมัครเดาว่า วันที่ 1 มิถุนายน 2487 เรารู้ว่าเดาผิด แต่ชอบใจ ที่เกิดเต็มเดือนเลยปล่อย ๆ มาจนทุกวันนี้
...........2.เคยมีครูถามชื่อเธอแปลว่าอะไร คนอื่นเขามีชื่อเพราะ ๆแต่ไม่ค่อยรู้ความหมาย เพราะเป็นชื่อ
ทันสมัย เป็นคำบาลีสันสกฤต เวลาแนะนำตัวต้องไปหาคำแปลมาเล่าให้ฟังด้วย แต่ชื่อเรามันคำลาว
แท้ ๆ ยังจะให้แปลอีก เลยบอกว่า มันชื่อนกน่ะครับ สงสัยตอนเกิดใหม่ ๆ ร้องหนวกหู พ่อเลยให้ชื่อเป็นชื่อนกมั้ง โดนเขกกบาล 1 ที บางทีชื่อไม่ต้องแปลหรอก เรียกชื่อ ก็หมายถึงเรานั่นแหละ เสียเวลาแปลทำไม
..........3.นิสัยชอบศึกษาหาความรู้ ชอบจดจำ   เห็นพี่สาวกับแม่ทำข้าวเกรียบ(เข่าเขียบ)ก็สงสัยว่าทำไม
ต้องไปขุดเอารากเครือตดหมา(ตูดหมูตูดหมา) เอามาสับ ๆ ๆ แช่เอาน้ำไปนั่งปัดสากครกมองเวลาตำข้าวเหนียว "ไม่ให้มันติดสากไง กลิ่นมันหอมด้วย รสก็หวานด้วย" แม่อธิบาย โชคดีถ้าเป็นพี่สาวละก็โดนด่าก่อนบอกแน่  เห็นพี่ชายสานตะกร้อหวาย นั่งดูอยากทำเป็น ไปเอาใบมะพร้าวมาซอยเป็นเส้นเล็กๆ ลอง
ทำบ้างที่สุดก็ทำได้ ต่อมาเมื่อเขาให้หัดทำเครื่องจักสาน หัดทำเครื่องมือทำไร่ทำนา เลยทำได้หมด
พร้อมที่จะมีครอบครัวได้สบาย ๆ
.........4. โชคดีมากที่ได้เรียนต่อมัธยม แม้ว่าจะเรียนจบแล้วไม่ได้เป็นข้าราชการก็ตาม แต่ความรู้มันติดตัว
อยู่ไม่หายไปไหน ได้บวชนอกจากสอนนักธรรมบาลี ยังได้ช่วยสอนคณิตศาสตร์ การศึกษาผู้ใหญ่ให้โรงเรียนของหลวงพ่อด้วย ทำให้มีสิทธิ์สอบเทียบ พ.กศ. และ พ.ม. ซึ่งนำมาใช้สอบบรรจุเป็นครูในเวลาต่อมา
.........5. ช่วงที่บวช เดิมสัญญากับพ่อแม่จะบวชพรรษาเดียว สึกออกมาแต่งงาน แต่พอได้ศึกษานักเรียน
ปริยัติธรรมก็ชอบ จนสอบได้นักธรรมตรี โท และเอก สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค เคยไปเรียนเป็นนักเทศน์ที่สำนักเรียนหนองหาญจาง น้ำพอง ขอนแก่น 2 ปี สามารถเทศน์ปุจฉาวิสัชนาได้   เทศน์หก
กษัตริย์ได้ เป็นครูสอนนักธรรม บาลี 3 ปี  เป็นเลขาเจ้าคณะอำเภอ 3 ปี
.........6. เป็นครูมัธยม บรรจุที่โรงเรียนศรีสงค
รามวิทยา วังสะพุง จังหวัดเลย 1 พฤษภาคม 2516 ไป
ดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น 1 เดือน เมื่อปี 2522 เป็นผู้ช่วยผู้บริหารโรเงรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการสามัญศึกษา
รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้ตรวจราชการเขตพื้นที่การศึกษา เกษียณ 30 กันยายน 2547

         7. แถมอีกข้อ เรื่องการใช้ชื่อสำหรับเขียนงานต่าง ๆ ถ้าเป็นงานวิชาการ ใช้ชื่อจริง งานเขียนบทกวีนิพนธ์ ใช้นามแฝง กะเหรี่ยง ดอยผาสิงห์  จริญญา ศรีทอง เฟซและบลอก ใช้ชื่อนี้ Sritong ที่ใช้หลายชื่อ เพราะงานมันมีมาก ดูแต่เฟซและบลอก เปิดเดือนเดียว ข้อเขียน 20 กว่าเรื่อง ก็กะว่าสัก 100 เรื่อง ก็เปิดบลอกใหม่ คือเขาให้บลอกละ  100 หัวข้อ
.........ยังมีอีกมากที่ไม่ได้พูดถึง โดยเฉพาะด้านประสบการณ์ในการทำงาน และการศึกษาค้นคว้า  
คิดว่าแค่นี้ก็ยาวเกินแล้ว  อ้อ...ปัจจุบันไปอยู่ที่แปดริ้วกับภรรยาคนที่ 2 มีความสุขสบายตามอัตตภาพ

                                                                          นายขุนทอง ศรีประจง
                                                                             30 มิถุนายน 2559